
4หน่วยห่วงคลังทรุด ซื้อเรือดำน้ำกระทบงบ
แม้ว่ากระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
แม้ว่ากระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมีความเห็นไม่ขัดข้องในการให้กองทัพเรือดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้การซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่าสูงถึง 3.6 หมื่นล้านบาท แต่ก่อนหน้านี้แต่ละหน่วยงานได้เสนอให้ทบทวนความจำเป็นเร่งด่วนการซื้อเรือดำน้ำเพื่อไม่ให้กระทบฐานะการเงินการคลังของประเทศ
โดย สศช. มีความเห็นให้กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพเรือ ทบทวนการก่อหนี้ผูกพันของการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 9 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2566 เนื่องจากเป็นจำนวนเงินสูงอาจส่งผลกระทบกับภาพรวมการจัดสรรเงินงบประมาณในอนาคต ดังนั้น กระทรวงกลาโหมควรจัดลำดับความสำคัญของการซื้อเรือดำน้ำให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศ
ด้าน กระทรวงการคลัง มีความเห็นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชะลอการซื้อเรือดำน้ำออกไปก่อน จนกว่าภาวะเศรษฐกิจแข็งแกร่งและสถานะการคลังจะเอื้ออำนวย
กระทรวงการคลัง ระบุรายละเอียดว่า เศรษฐกิจไทยและการส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ทำให้รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่งในช่วง 8 ปีข้างหน้า เป็นเงิน 2 ล้านล้านบาท โครงการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ 8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีภาระใช้หนี้จากโครงการรับจำนำข้าว 9 แสนล้านบาท ที่ต้องบริหารจัดการ ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องชำระหนี้ภายใน 8 ปีข้างหน้า ทำให้รัฐบาลมีภาระการคลังทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 2.53 ล้านล้านบาท ในช่วง 8 ปีข้างหน้า
ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายในประเทศตั้งแต่ปี 2556 ทำให้การเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2557 ต่ำกว่าเป้า 2 แสนล้านบาท และงบประมาณปี 2558 ก็คาดว่าต่ำกว่าเป้าหมายอีก กระทรวงการคลังคาดว่าการเก็บรายได้จะได้ตามเป้าหมายในปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นไป
จากข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงเห็นว่าหากมีภาระจากการกู้ซื้อเรือดำน้ำอีก ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงานและการสร้างรายได้ในอนาคต ทำให้รัฐบาลต้องปรับลดรายจ่ายลงทุนของประเทศลงแม้ว่าเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่จะสร้างภาพลบต่อความเชื่อมั่นทางการคลังของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ได้
ขณะที่สำนักงบประมาณได้เสนอความเห็นให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือศึกษาแผนการซื้อยุทโธปกรณ์และภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในภาพรวมให้เหมาะสมก่อน เพราะการซื้อเรือดำน้ำจะมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2562-2564 มีภาระงบประมาณไม่ต่ำกว่าปีละ 6,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับภาระผูกพันโครงการเดิม เช่น โครงการจัดสร้างเรือฟรีเกตที่จะมีภาระงบประมาณปี 2559-2561 อีกประมาณ 9,000 ล้านบาท อาจจะเป็นผลให้ต้องชะลอการพัฒนาด้านอื่นๆ ของกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม จึงเห็นควรให้พิจารณาการดำเนินการซื้อเรือดำน้ำอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ก็มีข้อให้กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือพิจารณาเพิ่มเติมว่า การซื้อเรือดำน้ำเป็นภาระงบประมาณ 9 ปี จำนวน 2,300-6,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระงบประมาณที่สูงมากและยังไม่รวมอาวุธยุทโธปกรณ์ น้ำมันเชื้อเพลิง ภาระงบประมาณส่วนนี้จะกระทบต่องบประมาณของกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม จึงมีข้อพิจารณาให้ดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมีความเห็นจาก คตร. ว่า โครงการจัดหาเรือดำน้ำ 2 ลำ เพื่อสร้างสมดุลของกำลังอำนาจทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นเครื่องมือในการควบคุมทะเล คุ้มครองเส้นทางทะเล ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ความมั่นคงทางทะเลนับว่าเรือดำน้ำมีประโยชน์มาก
แต่ คตร.มีข้อพิจารณาเพิ่มเติม คือ ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลสองด้าน คือ ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งไม่ต่อเนื่องถึงกันโดยตรงในเขตพื้นที่ของไทย ในส่วนนี้อาจมีปัญหาในการเคลื่อนย้าย ส่งกำลัง หรือการใช้งานในลักษณะไม่ประจำพื้นที่ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเป็นภาระผูกพันงบประมาณที่สูงมาก จนกระทบต่องบประมาณของกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม







