
ถอดปลั๊ก "ทีวีแดง" เปราะบางในสถานการณ์ขัดแย้ง
น่าติดตามว่าผลจากคำสั่งปิดพีซทีวี จะกระทบต่อสถานการณ์การเมืองที่เปราะบางขณะนี้แค่ไหน?
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
การสั่งปิด “พีซทีวี” ช่องเสื้อแดงที่เผยแพร่ภาพทีวีดาวเทียมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังเป็นดาบสองคมที่อาจกระทบต่อบรรยากาศการสร้างความปรองดอง
คำสั่งปิดเกิดขึ้นจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ให้เพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี เนื่องจากเนื้อหาในรายการ “มองไกล” วันที่ 18 เม.ย. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดเกาะสมุย มีการยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งสร้างความแตกแยก
โดยเฉพาะขัดต่อประกาศ คสช.ที่เกี่ยวข้องกับสื่อฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 รวมทั้งพีซทีวีกระทำผิดเงื่อนไขบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู ที่ร่วมกับสำนักงาน กสทช.ในการอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ที่ให้ทุกช่องรายการต้องทำตามในช่วงปฏิวัติ เป็นการทำผิดเงื่อนไขซ้ำซากละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง
ผลกระทบจากคำสั่ง “ถอดปลั๊ก” ครั้งนี้ ทำให้พนักงานพีซทีวีร่วมร้อยชีวิตต้องตกงาน อย่างไรก็ตาม แกนนำ นปช.เตรียมทำรายการพีซทีวีผ่านทางอินเทอร์เน็ตและร้องต่อองค์กรนานาชาติรวมถึงศาลปกครอง
จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ระบุว่า การปิดพีซทีวีถือเป็นความคิดที่ไม่ฉลาด เพราะเหมือนผลักให้เราออกไปมหาสมุทร ทั้งที่แต่เดิมให้เราอยู่ในลำคลอง
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช. ในฐานะหนึ่งในผู้ดำเนินรายการทางพีซทีวีพร้อมทีมผู้ประกาศ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ ยู คาโนสุเอะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 19 หยุดการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ
น่าติดตามว่าผลจากคำสั่งปิดพีซทีวี ซึ่งเป็นช่องที่มีมวลชนเสื้อแดงดูนับล้านชีวิต จะกระทบต่อสถานการณ์การเมืองที่เปราะบางขณะนี้แค่ไหน?
อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ให้ความเห็นว่า กสทช. ยังไม่มีเหตุผลพอในการปิดพีซทีวีและไม่ทราบว่าแนวคิดนี้มาจากใคร เพราะด้วยลำพัง กสทช.ไม่มีศักยภาพถึงขนาดนั้น มีเพียงแค่กล่าวตักเตือน
“อย่าลืมว่าประเทศไทยขณะนี้ทั้งกลุ่มมวลชนหรือพรรคการเมืองต่างก็อยู่ในความสงบ แม้มีบางส่วนที่ยังขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเทียบเท่าเช่นที่ผ่านมา อีกทั้งนโยบายของคสช.ต้องการให้ประเทศเกิดความสามัคคีและบรรยากาศช่วงนี้ก็ถือว่ากำลังเรียบร้อย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมีการปิดทีวี”
อดุลย์ แจกแจงว่า ผลเสียของการปิดจึงขัดต่อบรรยากาศในการสร้างความสามัคคี ซึ่งก็อาจมีการเปรียบเทียบกับ “ช่องฟ้าวันใหม่” ที่มีเนื้อหาในเรื่องการเมืองทำนองเดียวกัน อย่าลืมว่าทั้งสองฝ่ายมีมวลชนเป็นของตัวเอง หากปิดกันหมดจะทำให้ประชาชนที่ศรัทธาในทีวีของตัวเองไม่มีช่องทางระบาย
“ยกตัวอย่างง่ายๆ สมัยพฤษภาทมิฬที่มีการเข้าครอบงำสื่อและปิด ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ความจริง จนประชาชนต้องออกมาหาข้อมูลและเมื่อข้อมูลไม่ตรงกันกับสิ่งที่เสนอ ก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาซึ่งบอกได้เลยว่าอันตราย ขอเรียกร้องไปยัง คสช.และนายกรัฐมนตรี ควรใช้วิธีอะลุ้มอล่วยมากกว่านี้”
จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการปิดทีวี เพราะเป็นการปิดกั้นเสรีภาพสื่อมวลชนและการรับรู้ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อให้นำไปสู่ความปรองดองก็เป็นสิ่งสำคัญต่อเหตุผลปัจจุบัน เพราะสื่อต้องรับผิดชอบในการสะท้อนการทำหน้าที่อย่างเข้าใจให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่สันติสุขในประเทศและต้องถ่วงดุลให้ดี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น ประการสำคัญคือต้องรับผิดชอบ
“การใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง รวมถึงต้องรับผิดชอบ และไม่ควรจะเอาเรื่องการเมืองเข้ามาปะปนในการทำหน้าที่ของสื่อ”
เถกิง สมทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ระบุเช่นกันว่า ในหลักการไม่เห็นด้วยกับการปิดสถานีโทรทัศน์ เพราะเงื่อนไขที่ได้หารือกันแรกๆ ก่อนจะกลับมาเปิดช่องอีกครั้ง สรุปว่ารายการใดรวมถึงพิธีกรคนใดเป็นปัญหาจะมีการตักเตือนเป็นรายๆ ไป เหมือนกับกรณีของหนังสือพิมพ์ ส่วนเรื่องนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงนั้นมั่นใจว่าไม่เกิด เพราะประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้ในช่องทางอื่น เช่น โซเชียลมีเดียหรือทีวีช่องต่างๆ







