posttoday
"เมื่อสังคมเป๋...นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนิ่งเฉย" รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์

"เมื่อสังคมเป๋...นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนิ่งเฉย" รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์

04 พฤษภาคม 2558

ส่องไฟไล่ความมืดกับฮีโร่คนใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ไทย "รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์"

เรื่องและภาพโดย อินทรชัย พาณิชกุล

เหตุการณ์ไฟไหม้ปริศนากว่า 200 ครั้งภายในบ้านพักของนายล้อม ศักดิ์หวาน อายุ 63 ปี ชาวบ้านอ.ตะโหมด จ.พัทลุง กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

จากเรื่องเล็กๆที่ควรจะจบลงง่ายๆกลับลุกลามบานปลายใหญ่โตอย่างคาดไม่ถึง

เมื่อชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพากันตื่นตกใจเชื่อว่าเป็นอาถรรพ์ลึกลับที่พิสูจน์ไม่ได้ สวนทางกับบรรดานักวิชาการที่ออกมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางการประโคมข่าวอย่างต่อเนื่องของสื่อมวลชน

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ก้าวออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณชน เพื่ออธิบายถึงปรากฎการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น

ภายใต้ความเชื่อว่าสังคมจะตาสว่างได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มิใช่ไสยศาสตร์

ทำไมตัดสินใจออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณชน

ช่วงแรกก็มองเป็นข่าวประหลาดๆเหมือนข่าวที่คนแห่ไปขูดเลขขอหวยทั่วไป คิดว่าคงเป็นกระแสฮือฮาแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ซาตามธรรมชาติของข่าวประเภทนี้ ไปๆมาๆกลับลากยาวกลายเป็นกระแสสังคม ทั้งยังเกิดความคิดเห็นขัดแย้งกันหลายประเด็น ปกติผมไม่ค่อยเข้าไปยุ่งอะไรกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่เผอิญเพลิงไหม้มันเป็นปฏิกิริยาทางเคมี ผมเป็นอาจารย์สอนเคมีก็ดูแล้วว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถี่ขึ้น นักวิชาการก็เริ่มเข้ามา มีการตั้งข้อสงสัยต่างๆนานา คนเริ่มงง เพราะความเห็นไปคนละทิศละทาง

ในฐานะที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนวิทยาศาสตร์ด้านเคมี คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ถ้าวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัจจัยใดบ้าง

ปฏิกิริยาเผาไหม้เกิดจาก 3 องค์ประกอบ นั่นคือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อน ทุกอย่างต้องสมดุลกันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ นี่คือการเกิดเปลวไฟปกติ แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบในครั้งนี้ก็คือ การเกิดเปลวไฟที่ไม่ปกติ ไม่ปกติในที่นี้ก็คือ มีเชื้อเพลิง มีอากาศ (ออกซิเจน) แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เลยคิดไปต่างๆนานา ซึ่งการเกิดเปลวไฟที่ไม่ปกติสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเป็นปฏิกิริยาทางเคมีกับสารเคมี เราจึงเห็นได้ว่านักวิชาการต่างมุ่งหาบ่อก๊าซ หาสารเคมี หาฟอสฟอรัส หาแคลเซียมคาร์ไบด์ แต่สารเคมีทุกตัวถ้าอยู่เฉยๆมันก็ไม่ติดไฟ ถึงแม้จะไวไฟก็ตาม เช่นเอาน้ำมันเบนซินมาวางไว้มันก็ไม่ติดไฟ ถ้าเราไม่เอาไฟแช็กไปจุดมัน จุดนี้เขาเรียกว่าจุดติดไฟ อุณหภูมิจะต้องร้อนพอให้ติดไฟ

จากการเกิดไฟไหม้สองร้อยกว่าครั้ง เราเช็คข้อมูลแล้วว่าไหม้จากเครื่องใช้ในบ้าน มันเลยผิดข้อสังเกต เพราะเครื่องใช้ในบ้านจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี เกิดเปลวไฟขึ้นได้นั้นยากมาก แต่ถ้าเป็นสารเคมี หรือสารเคมีเกิดปฏิกิริยาแล้วไปติดเครื่องใช้ในบ้านยังมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า เรามั่นใจว่ามันผิดปกติ เลยต้องออกมาให้ข้อมูลว่าจุดติดไฟของวัสดุต่างๆมันต้องมีอุณหภูมิสูง เช่น พลาสติก ไนล่อน หรือผ้า จะติดไฟได้สภาพแวดล้อมต้องมีอุณภูมิสูงมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และเลือกติดเฉพาะวัสดุ เมื่อมาพิจารณาองค์ประกอบภายในบ้านมีทั้งไม้ กระดาษ พีวีซี แต่ไฟมันดันไปติดจากของเล่น แบบนี้ผิดหลักธรรมชาติมากๆ

ผมเลยแนะนำให้หาจุดกำเนิดไฟ ซึ่งคลิปวีดีโอต่างๆไม่สามารถถ่ายจุดกำเนิดไฟได้ เพราะเกิดไฟไหม้แล้วถึงวิ่งมาดับ บางคนคิดถึงของเหลว แต่ถ้าเอาน้ำมันก๊าซ น้ำมันเบนซินมาวางมันก็ไม่ติด ถ้าไม่มีอะไรไปจุดมัน เอาไปตากแดดมันก็ไม่ติด ต้องร้อนจนถึงจุดวาบไฟ ประกอบกับอุณภูมิที่ภาคใต้ตอนนั้นแค่ 30 กว่าองศาเซลเซียสสบายๆ ฉะนั้นอุณหภูมิในละแวกนั้นจึงไม่สามารถทำให้ติดไฟได้ ทุกคนมัวแต่หลงประเด็นอยู่ที่ปลายน้ำ แทนที่จะหาที่ต้นน้ำนั่นคือ หาแหล่งกำเนิดไฟ ซึ่งผมเสนอไปว่าให้ใช้กล้องวงจรปิดจับ หรือประกบตัวบุคคล เพราะอะไรที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ไสยศาสตร์ ก็ฝีมือคนทำ ถ้าให้ดีต้องเอากล้องอินฟาเรด จบข่าวเลย จะรู้เลยว่าเอาไฟแช็คซ่อนในตัว ณ ตำแหน่งใดของร่างกาย

สุดท้ายนำไปสู่คลิปวีดีโอที่สื่อช่องหนึ่งแอบถ่ายไว้ เป็นภาพที่เห็นค่อนข้างชัดเจน คราวนี้ก็อยู่ที่วิจารณญาณของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสิน

"เมื่อสังคมเป๋...นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนิ่งเฉย" รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ภาพจากกล้องที่ติดไว้ภายในบ้านที่เกิดไฟไหม้

หลังออกมาพูดก็เกิดมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากคนที่ไม่เห็นด้วยถึงขั้นขู่ฟ้อง รู้สึกยังไง

ผมถือเป็นเรื่องปกติในการโต้แย้ง คือต้องใช้เหตุและผลในการคุยกัน นักข่าวที่โทรมาต่อว่าผมพอได้เห็นคลิปวีดีโอก็โทรมาขอโทษพร้อมอธิบายว่าเขาใช้เวลาในการพิจารณาคลิปนี้หนึ่งวันเต็มๆจนรู้ว่ามีการซ่อนอุปกรณ์ที่ทำให้ติดไฟไว้ตรงไหนบ้าง ซึ่งบุคคลที่อยู่ในคลิปก็มีพฤติกรรมบ่งชี้ว่ามีการกระทำอะไรบางอย่างเพื่อให้กองเสื้อผ้าติดไฟ ส่วนเจ้าของบ้านประกาศว่าจะฟ้องร้องผมคงเป็นเรื่องอารมณ์ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า เพราะเคสทำนองนี้เคยเกิดขึ้นให้เห็นในอดีตเยอะแยะ พิจารณากันให้ดี

มองข่าวไสยศาสตร์งมงายที่ปรากฎอยู่ตามสื่อทุกวันนี้อย่างไรบ้าง

ผมแบ่งความเชื่อออกเป็น 2 ประเภทคือ ความเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับความเชื่อที่ก่อให้เกิดอันตราย

ในทรรศนะของผม กรณีบั้งไฟพญานาคเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่เป็นความเชื่อที่สร้างสรรค์ ใครจะว่าบั้งไฟพญานาคไม่ได้เกิดจากการกระทำของคนไทย เป็นการกระทำของคนฝั่งลาว เป็นสิ่งลี้ลับ หรือเชื่อว่าพญานาคเดินทางมาสักการะพระพุทธเจ้าในวันสำคัญทางศาสนาก็ตามแต่ ผมคิดว่าเป็นความเชื่อที่น่ารัก ไม่เป็นพิษเป็นภัย แถมยังส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือข่าวกล้วยออกผลประหลาด วัวแปดขา หมูหกขา ผมคิดว่ามันเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ อันนี้นำเสนอได้ เดี๋ยวคนเอาพวงมาลัยเอาน้ำขวดไปเซ่นไหว้ เรื่องพวกนี้ก็จบลงเอง

แต่หากเป็นความเชื่อที่ผิดปกติ หรือการนำเรื่องบางเรื่องไปต่อยอดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เข้าข่ายผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ฐานหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน ตรงนี้นักวิชาการจำเป็นต้องออกมาชี้แนะสังคม ให้ข้อมูล และหาคำตอบด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์

บทบาทของนักวิทยาศาสตร์ต่อสังคมไทยควรเป็นอย่างไร 

หน้าที่หลักของนักวิชาการมีอยู่ 4 อย่าง สอนหนังสือ ทำวิจัย บริการวิชาการต่อสังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องทำงานวิจัย และงานวิจัยนั้นต้องตอบโจทย์ของสังคมในข้อที่ 3 นั่นคือ ให้ความรู้ต่อสังคมได้ด้วย

หลายครั้งที่สังคมต้องการความช่วยเหลือ นักวิชาการมักเลือกที่จะอยู่นิ่งเฉย กลัวผิด กลัวโดนด่า บางคนก็ออกมาด้วยวัตถุประสงค์แอบแฝง มันควรออกมาอย่างบริสุุทธิ์ใจ การทำงานอาสาจะมีสโลแกนอยู่อย่างหนึ่งเขาเรียกว่า "ทำให้" อย่า "ทำเอา" การออกมาให้ความรู้บ่อยๆทำให้เรื่องไสยศาสตร์งมงายพวกนี้ลดลง การให้ความเห็นก็ไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อ อาจออกมาในรูปของหนังสือชี้แจงไปยังหน่วยราชการ หรือเขียนผ่านเฟซบุ๊กก็ได้ ถ้าเป็นประโยชน์จริงเดี๋ยวถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อเอง

ที่ผ่านมามีนักวิชาการออกมาเยอะนะ ทั้งระดับศาสตราจารย์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติ หลายท่านเคยออกมาให้ความรู้ความคิดเห็นตามสื่อบ่อยๆ แม้กระทั่งนักวิชาการหลายท่านที่ไม่เป็นข่าว คนเหล่านี้ไปตามชุมชน ไปบรรยายให้ความรู้ จัดอบรมตามสถานที่ต่างๆให้นักศึกษาและชาวบ้านมาเข้ามาร่วม

พี่เจษฎา (ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมาก มีความกล้าหาญ เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงว่าถูกต้องแน่นอน เพราะมันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของตัวเอง ชื่อเสียงของสถาบันด้วย อีกอย่างเป็นคนที่มีทักษะในการสื่อสารกับประชาชน เพราะวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่น่าเบื่อ พูดง่ายๆพอถอดสแควร์รูทเมื่อไหร่ ชาวบ้านก็ไม่ฟังแล้ว ฉะนั้นจึงต้องสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ให้คนรู้เรื่อง

"เมื่อสังคมเป๋...นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนิ่งเฉย" รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์

พอจะมีแนวทางทำให้สังคมไทยตาสว่างจากเรื่องพวกนี้ได้ไหม

เรื่องไสยศาสตร์ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย มันมีทั่วโลก แต่ว่าหลายประเทศที่เอาวิทยาศาสตร์นำไสยศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศใดที่เอาไสยศาสตร์นำวิทยาศาสตร์ เอาไสยศาสตร์นำการมีเหตุมีผล มักจะเป็นประเทศที่ยากจนและกำลังพัฒนา เมืองไทยเรายังหนีตรงนี้ไปไม่พ้น ก็ต้องค่อยๆปรับ

การปรับก็ต้องขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีความรู้นี่แหละที่ต้องชี้นำสังคม หรือนโยบายของภาครัฐเข้าไปผลักดัน เท่าที่ผมทราบตอนนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการกำหนดแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ 10 ปี หนึ่งในภารกิจของแผนนี้ก็คือ การเปลี่ยนแนวคิดของสังคมไทยจากไสยศาสตร์ให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ถามว่าจะทำให้ไสยศาสตร์หมดไปจากสังคมไทยเลยได้ไหม ยาก มันยังคงต้องมีอยู่ แต่จะทำยังไงให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีมีเหตุมีผลมากกว่าเชื่อในไสยศาสตร์

ยกตัวอย่างช่วงที่ผมเข้าไปช่วยทำแผน นักวิชาการและกลุ่มนิสิตนักศึกษาต้องเข้าไปในชุมชน เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบทางนวัตกรรม โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น เช่น การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าทางการเกษตร เมื่อทำให้ชาวบ้านรู้ว่าแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการพัฒนา ความเชื่อเรื่องภูผีปีศาจ ขูดเลขขอหวยอะไรต่อมิอะไรต่างๆมันก็จะลดลง

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากบทเรียนครั้งนี้

คนไทยต้องมีวิจารณญาณในการตัดสิน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นแบบรับมาแล้วส่งต่อ ถ้าขำๆก็แล้วไป แต่ถ้าเชื่อถลำลึกมาก ก็จะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง  สังคมไทยได้รับบทเรียนมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะคดีสมพงษ์ เลือดทหาร เปรตกู้ เณรแอ หรือใครต่อใคร ผลสุดท้ายของละครฉากเก่าๆก็คือ คนที่กุเรื่องพวกนี้ขึ้นมาก็อยู่ในคุกทั้งหมด แต่สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ยุคนี้เป็นยุคไร้พรมแดน มีโซเชียลมีเดีย มีนักสืบพันทิป มีคลิปวีดีโอ  และมันเร็วมาก เพราะฉะนั้นการทำอะไรที่คิดว่าโลกไร้พรมแดนตรวจสอบไม่ได้มันยาก

สื่อมวลชนเองก็ควรนำเสนอข่าวประเภทนี้อย่างพอประมาณ บางทีสื่อรู้แต่เห็นคนสนใจก็เลยไม่หยุด การนำเสนอข่าวจึงควรคำนึงถึงจรรยาบรรณเป็นหลัก นอกจากนี้ยังควรมีความเห็นที่หลากหลายมาชั่งน้ำหนัก หรือถ้าเห็นว่ามันไม่เกิดประโยชน์ใดๆก็ควรจะยุติ แต่ถ้าสื่อใช้เป็นช่องทางในการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบจนนำไปสู่การทำให้ยุติการกระทำหลอกลวงประชาชน แบบนี้ก็โอเค

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท