posttoday
แก้เศรษฐกิจไมโคร โจทย์ยากรัฐบาล

แก้เศรษฐกิจไมโคร โจทย์ยากรัฐบาล

04 พฤษภาคม 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าการประมาณการเศรษฐกิจปี 2558 ของกระทรวงการคลัง จะปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจเหลือ 3.7% ต่อปี จากที่ประมาณการเดิม 3.9% ต่อปี ถือว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มดูสดใสมากขึ้นหากเทียบกับการขยายตัวของปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 0.7% ต่อปีเท่านั้น

ที่สำคัญการขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 3.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยรุนแรง แต่การบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัว การลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มขยับ และการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งเครื่องได้ดีขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี เป็นแรงส่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

ยิ่งล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.5% ต่อปี เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออก ยิ่งเป็นแรงส่งให้การขยายตัวของเศรษฐกิจนับจากนี้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังก็ยังมีแผนการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ผ่านนโยบายการคลังต่างๆ รวมถึงการอัดฉีดสินเชื่อของแบงก์รัฐ เพื่อเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง ล่าสุดการกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณปี 2559 มีการทำงบขาดดุลถึง 3.9 แสนล้านบาท มีการตั้งงบลงทุนถึง 5 แสนล้านบาท ก็มีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าให้มีความต่อเนื่อง

ทั้งหมดถือว่ารัฐบาลดูแลเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของประเทศกันเต็มสูบ ดำเนินการทุกแง่ทุกมุมผ่านกลไกทั้งด้านการเงินการคลังของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะตั้งลำได้และเตรียมเร่งเครื่องเดินไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ถึงการบริหารภาพใหญ่เศรษฐกิจจะทำได้ดี แต่เศรษฐกิจในระดับจุลภาคยังต้องบอกว่าไม่สดใสเท่าที่ควร เห็นได้ชัดจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง 2-3 เดือนติดกัน ทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจของไทยยังดูซึมๆ ไม่สดใสอย่างที่ควรเป็น

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาล คือ การบริหารเศรษฐกิจระดับจุลภาคหรือไมโคร ที่เป็นเศรษฐกิจที่แท้จริง ตัวอย่างแรกที่เห็นได้ชัด คือ การบรรเทาผู้เดือดร้อนจากที่ต้องพึ่งดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยของ กนง. จะทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มมาชดเชยเพื่อรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ให้มั่นใจจับจ่ายใช้สอยเป็นปกติ เพื่อไม่ให้กระทบกับการบริโภคภาคเอกชนที่กำลังฟื้นตัวฟุบลงไปอีก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของรายได้เกษตรกรที่ลดลง จากราคาพืชผลทางเกษตรที่ตกต่ำ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งลงไปแก้ไขเป็นการด่วน เพราะถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นตัวสำคัญของการบริโภคของประเทศ ที่ผ่านมาการบริโภคของประเทศทรุด ก็เพราะรายได้เกษตรกรลดลงจากการยกเลิกโครงการรับจำนำ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือด้วยการแจกเงินเกษตรชาวนาและชาวสวนยางครอบครัวละ 1.5 หมื่นบาท แต่เงินดังกล่าวก็หมดแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว เพราะมีการดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีและจำนวนเงินไม่ได้มาก เพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท

สำหรับมาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร หรือเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมและยังไม่มากพอ ทำให้รัฐบาลอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจฐานรากหัวทิ่มฉุดเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่งคือการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกของประเทศที่มีปัญหาจากเศรษฐกิจโลก เพราะการส่งออกของประเทศมีปัญหามาหลายปีต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ 1.4% ต่อปี จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% ต่อปี ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 0.2% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองถึงขั้นการส่งออกของไทยปีนี้จะขยายติดลบ จึงลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

การส่งออกที่แย่ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ในอาการหนัก มาตรการของภาครัฐที่ออกมาทั้งการลดภาษีนิติบุคคล ก็ไม่ได้ช่วยมาก เพราะผู้ประกอบการที่มีปัญหาก็ไม่มีกำไรที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ส่วนมาตรการสินเชื่อแบงก์รัฐ ทางเอสเอ็มอีมีปัญหาก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่มีใครกล้าปล่อยกลัวเป็นหนี้เสีย

ปัญหาดังกล่าว หากรัฐบาลไม่รับเข้าไปช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาที่ตามมาคือคนตกงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ประกอบการต้องลดต้นทุน หรือบางกรณีเดินหน้าไปไม่ไหวก็ต้องปิดกิจการ ถึงแม้ว่าตัวเลขการว่างงานของไทยตอนนี้ยังต่ำไม่ถึง 1% แต่หากยังปล่อยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องดิ้นเอาตัวรอดแบบไม่มีตัวช่วย ตัวเลขการว่างงานก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข คือ ปัญหาราคาสินค้าและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามควบคุมราคาสินค้าและบริหารให้แพงขึ้นไม่มาก แต่ในอีกด้านหนึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นน้อย ทั้งจากราคาพืชผลทางการเกษตรไม่ดี เงินเดือนได้เพิ่มขึ้นน้อย ทำให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพที่แท้จริงดูเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ล่าสุดกลุ่มแรงงานออกมาเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาท/วัน เป็น 360 บาท/วัน เพื่อให้เพียงพอกับการหาเลี้ยงตัวเองได้มากขึ้น

การเพิ่มค่าแรงถือเป็นเรื่องใหญ่สาหัสของรัฐบาล การเพิ่มค่าแรงทำให้รายได้ของคนรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำมากขึ้น แต่ก็เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน อาจส่งผลกระทบกับการลงทุนภาคเอกชนชะงัก หรือทำให้มีคนตกงานมากขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงาน การขึ้นค่าจ้างจึงเป็นดาบสองคมของเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่ผ่านมา รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้สำเร็จตามเป้าหมายระดับหนึ่งแล้ว บทพิสูจน์ต่อไปคือการบริหารเศรษฐกิจระดับจุลภาคหรือไมโคร ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ หากบริหารได้สำเร็จเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท