
องค์กรสื่อรวมพลัง จี้เลิกคำสั่งคสช.จำกัดเสรีภาพ
3 พ.ค. ถูกกำหนด จากสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ให้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
3 พ.ค. ถูกกำหนด จากสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ให้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เพื่อระลึกถึงความสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน และเสรีภาพในการแสดงออกของผู้สื่อข่าวทั่วโลก ซึ่งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดรณรงค์ร่วมกัน
เนื่องในวันเสรีภาพสื่อฯ ทั้ง 4 องค์กรยังได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97 ฉบับที่ 103 และมาตรา 44 ที่มีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ อาทิ การห้ามเชิญบุคคลที่ก่อให้เกิดความเห็นแตกแยกมาสัมภาษณ์ หรือให้อำนาจเจ้าพนักงานปิดสื่อ พร้อมกำหนดโทษกับสื่อมวลชนทันที
พร้อมกันนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “สื่อไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน : เสรีภาพ หรือครอบงำ?”
สุวรรณา จิตประภัสสร์ ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า น่าเสียดายที่ขณะนี้ประชาชนยังไม่ค่อยตระหนักว่า การที่สื่อถูกแทรกแซง ทั้งจากโดยรัฐและกลุ่มทุน คือการที่ตัวแทนของประชาชนถูกแทรกแซง
ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเป็นเพียงผู้รับสื่อและใช้อำนาจตรวจสอบสื่อน้อยมาก ซึ่งหากรวมตัวกันตรวจสอบสื่อมากกว่านี้ เพื่อเรียกร้องให้องค์กรอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำโดยกลุ่มทุน และเรียกร้องให้กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล คำนึงถึงประโยชน์ประชาชนมากกว่าประโยชน์ของรัฐ น่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
“ที่เห็นได้ชัดขณะนี้คือเรื่องไร้สาระ ได้ครองพื้นที่สื่อมากกว่าเรื่องที่มีสาระเยอะมาก เราต้องขอร้องสื่อมวลชนว่าประชาชนจะยืนอยู่ได้ก็ด้วยความคิดจากพวกท่าน ซึ่งท่านต้องช่วยกันทำให้เสรีภาพของท่าน เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพื่อคนเล็กคนน้อยอย่างแท้จริง ไม่ให้สังคมรู้สึกว่าสื่อทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ถ้าท่านเป็นสื่อที่ดี เป็นกลาง หลากหลาย และรอบด้านจริง ประชาชนก็จะช่วยกันอุดหนุนและปกป้อง ถ้าวันใดก็ตามที่ถูกแทรกแซง ประชาชนก็จะดูแล” สุวรรณา ระบุ
ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติสายสื่อมวลชน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเรียกร้องไปยังรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายความมั่นคงส่งผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อไทยอย่างมาก และยืนยันว่าเสรีภาพประชาชนไทยเดินทางมาไกลมาก เกินกว่าจะใช้คำสั่งปิดกั้น เพราะฉะนั้นควรยกเลิกทันที
ประดิษฐ์ เห็นว่า การใช้อำนาจของ กสทช. ในการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีซทีวี นั้นไม่เป็นธรรม และคิดว่า กสทช.ควรมีอำนาจเพียงแค่ตักเตือน หรือลงโทษอย่างอื่นมากกว่าปิดกิจการ และเห็นควรให้ชะลอการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ทั้งหมด เนื่องจากมีเนื้อหาสะท้อนชัดว่าต้องการให้อำนาจในการจัดการคลื่นความถี่ออกห่างจากประชาชน
ขณะที่ พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนเรื่องเสรีภาพสื่อไว้อย่างละเอียด แต่กลับไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ สิ่งที่เห็นว่ายังขาดขณะนี้คือเรื่องของจิตวิญญาณสื่อที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านได้อย่างอิสระ เช่น การไม่แตะต้องในเรื่องโครงสร้างบางเรื่อง เช่น เรื่องกองทัพ หรือสถาบันจารีตอื่นๆ
“คำถามสำคัญที่ต้องตั้งหลังจากนี้คือ จะปฏิรูปสื่ออย่างไร ให้สังคมยอมรับสื่อในฐานะสื่อ เพราะวิกฤตที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่า สังคมไทยไม่ได้มองสื่อแบบให้ความเคารพ และไม่ได้มองว่าอาชีพสื่อคืออาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งสื่อรวมถึงองค์กรสื่อควรหาคำตอบเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่จะปฏิรูป” พิรงรอง ระบุ
เทพชัย หย่อง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย ระบุว่า ก่อนหน้านี้เรามีทีวีแค่ 6 ช่อง มีการแทรกแซงด้านการเมืองและจากอำนาจรัฐชัดเจน แต่หลังจากนี้บริบทการครอบงำสื่อจะเปลี่ยนไป เพราะรัฐไม่สามารถสั่งทีวีทั้ง 24 ช่องได้อีกแล้ว และคนที่เป็นบรรณาธิการในสื่อใหม่ๆ ก็ล้วนแต่ผ่านวิกฤตการณ์ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมาด้วยทั้งสิ้น การครอบงำ จึงเป็นไปได้ยากมาก
เทพชัย ระบุอีกว่า วันนี้ประชาชนและสื่อหันมาตรวจสอบกันเองมากขึ้น และค่อนข้างใกล้ชิด โดยมุ่งหวังให้สื่อนำความเชื่อถือกลับคืนสู่สังคม ซึ่งก็เชื่อว่าสื่อเองก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน
“ผมยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีองค์กรวิชาชีพ จะปูทางไปสู่กลไกให้สื่อมีเสรีภาพในการทำหน้าที่มากขึ้น และเป็นไปไม่ได้ที่เสรีภาพจะถดถอย อย่างไรก็ตาม สื่อต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ในเรื่องการทำหน้าที่ และในเรื่องความเป็นอิสระ ว่าทำหน้าที่อย่างไร จึงไม่เกินขอบเขตของการเป็นสื่อ” เทพชัย ระบุ







