
คุมม็อบเบ็ดเสร็จ
ปิดฉาก “ม็อบ” ที่คุ้นเคยไปโดยปริยาย หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 158 เสียง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปิดฉาก “ม็อบ” ที่คุ้นเคยไปโดยปริยาย หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 158 เสียง เห็นชอบในวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เห็นควรให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย
แม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังลิดรอน “สิทธิการชุมนุม” ของประชาชน เพราะการชุมนุมถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางเลือกที่ประชาชนมีเมื่อถึงคราวอับจนไม่มีทางออกในกลไกปกติ แต่หลายเสียงเห็นว่าควรมีกฎกติกาควบคุมการชุมนุมไม่ให้เดือดร้อนผู้อื่น
แต่นับจากนี้ ภาพคุ้นชินเดิมๆ กับคลื่นมวลชนที่หลั่งไหลออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวกลางถนน ปิดล้อมรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด อาคารสถานที่ราชการ ท่าอากาศยาน ฯลฯ จะกลายเป็นเพียง
แค่อดีต
เพราะรายละเอียดในกฎหมายนี้แล้ว ถึงแม้จะเปิดช่องให้สามารถชุมนุมกันได้ แต่ด้วยกฎกติกาที่ออกมาควบคุมดูแล ล้วนแต่เป็นการบั่นทอนพลังของม็อบในหลายจุด
ประการแรก ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การชุมนุม ซึ่งตามมาตรา 7 กำหนดห้ามการชุมนุมในพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่นั้น
ต้องยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของม็อบ ที่ไม่ว่าม็อบไหนก็ต้องมาปักหลักชุมนุมกันตามสถานที่เหล่านี้ เพราะเป็นทั้งสัญลักษณ์ของอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ แถมยังเป็นที่ทำงานของบุคคลสำคัญทั้งนายกรัฐมนตรี สส. ที่จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของม็อบในแต่ละเรื่องโดยตรง
ดังนั้น การบีบให้ผู้ชุมนุมไปชุมนุมสถานที่อื่นย่อมกระทบทำให้ข้อเรียกร้องไม่ได้รับความสนใจจากทั้งผู้มีอำนาจ หรือจากความสนใจของสังคมที่จะยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวไร้พลัง
ยังไม่รวมกับการกำหนดกรอบห้ามการชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือการใช้บริการสถานที่ต่างๆ อาทิ สถานที่ทำการของหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน สถานทูต หรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ และสถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งทำให้พื้นที่สำหรับการชุมนุมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ประเด็นถัดมาอยู่ที่การต้องแจ้งเรื่องการชุมนุมต่อเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง โดยต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน เวลา สถานที่ ชัดเจน ด่านแรกยังถือเป็นการคัดกรองการชุมนุมเบื้องต้นว่าจะให้กลุ่มไหนจัดได้ จัดไม่ได้ บทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่ารัฐบาลมีความสามารถเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ควบคุมการชุมนุมได้ไม่ยาก
ถึงกฎหมายจะเปิดช่องให้ผู้ชุมนุมสามารถอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ได้แต่ย่อมต้องใช้เวลาพิจารณาที่อาจส่งผลต่อกระบวนการการชุมนุม
อีกด้านหนึ่งการที่เจ้าหน้าที่ล่วงรู้รายละเอียดการชุมนุมซึ่งย่อมส่งผลต่อยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมให้ฝั่งผู้มีอำนาจสามารถตั้งรับได้ง่ายขึ้น
ดังจะเห็นว่าการชุมนุมหลายครั้งที่ผ่านมาของหลายกลุ่มจำเป็นต้องปรับแผน เคลื่อนย้าย เดินขบวน ตัั้งเวทีดาวกระจาย และขยับยกระดับการชุมนุมอยู่เรื่อยๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดัน การบังคับให้ฝั่งผู้มีอำนาจรู้รายละเอียดเคลื่อนไหวยิ่งไม่เป็นผลดีต่อการชุมนุม
ที่สำคัญกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้เจ้าพนักงาน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก หรือบรรเทาความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมสามารถใช้อำนาจได้หลายกรณี
ทั้งกรณีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่นอกระยะเวลาที่กำหนด ให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมสถานการณ์ และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณ์ดำเนินการให้มีการเลิกการชุมนุม และสามารถจับ ค้นยึด อายัด รื้อถอนทรัพย์สิน ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุม
กฎกติกาเหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้การชุมนุมไร้พลัง หรือบีบให้การชุมนุมต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวในอนาคต
แต่สุดท้ายคงต้องติดตามดูกันต่อไป เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าการชุมนุมของหลายกลุ่มหลายสีเสื้อล้วนแต่ละเมิดกฎหมายด้วยกันทั้ังนั้น







