
‘บ้านยังมีความหมาย ต้นไม้ยังมีรอยยิ้ม’ ภารกิจที่ไม่หล่นหายแม้ความตายจะพลัดพราก
อยู่ๆ น้ำตาจากไหนไม่รู้มาคลอที่เบ้าตา ผมพยายามหลบสายตาไปทางอื่นแล้ว ในขณะที่ผมถือดอกไม้จันทน์อยู่ในมือ
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
อยู่ๆ น้ำตาจากไหนไม่รู้มาคลอที่เบ้าตา ผมพยายามหลบสายตาไปทางอื่นแล้ว ในขณะที่ผมถือดอกไม้จันทน์อยู่ในมือ เสียงเพลงยังคงบรรเลงอยู่หน้าเมรุ ศิลปินหลายคนสลับสับเปลี่ยนขึ้นมาร้องเพลงให้กับผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนการฌาปนกิจจะเริ่มขึ้น ขนาดผมไม่ใช่ญาติยังรู้สึกถึงความสูญเสียและใจหาย...
เกือบสองปีก่อนผมได้รับข้อความในแฟนเพจเฟซบุ๊กจากค่ายเพลงเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขียนข้อความมาประมาณว่า อยากจะช่วยนำภาพเด็กหายไปให้ศิลปินในสังกัดช่วยถือถ่ายรูปเพื่อประชาสัมพันธ์เด็กหายอีกทางหนึ่ง ตอนนั้นเรามีแคมเปญให้บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเซเลบ ช่วยกันถือภาพเด็กหายเพื่อประชาสัมพันธ์ ผมไม่ลังเลใจที่จะตอบตกลง แต่ก็ยังงงๆ กับรายชื่อศิลปินที่เขาแจ้งมา เพราะผมแทบไม่คุ้นชื่อเลย ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นศิลปินที่มีแฟนเพลงเฉพาะกลุ่ม หรือเป็นศิลปินยุคใหม่ที่ผมไม่ได้ฟังเพลงของเขาตามอินเทอร์เน็ตหรือวิทยุแล้ว แต่ผมเชื่อเรื่องคนเล็กๆ เปลี่ยนแปลงโลก หรือการเปลี่ยนแปลงโลกเริ่มจากคนเล็กๆ
ไม่กี่วันจากนั้นค่ายเพลงเล็กๆ แห่งนี้ส่งคนมารับป้ายเด็กหาย พวกเราคิดว่าคนที่มารับป้ายเขาน่าจะเป็นพนักงานรับส่งเอกสาร อย่างไรก็ตาม พวกเราได้ถ่ายภาพตอนรับมอบป้าย เพื่อยืนยันว่ามีตัวแทนค่ายเพลงมาช่วยตามหาเด็กหาย
วันถัดมา ภาพศิลปินหลายคนถือป้ายเด็กหายถูกส่งมาในกล่องข้อความแฟนเพจเฟซบุ๊กอีกครั้ง แน่นอนว่าผมแทบไม่รู้จักเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อโพสต์ลงไปในเฟซบุ๊ก มีคนรู้จักและร่วมแสดงความยินดีที่มีศิลปินมาช่วยตามหาเด็กหาย และเมื่อพอมีกระแสตอบรับบ้าง ภาพศิลปินที่ช่วยตามเด็กหายก็ทยอยส่งมาเรื่อยๆ อีก นี่ไม่ใช่เรื่องฉาบฉวยทำตามกระแสแล้ว แต่มันคือความตั้งใจและทำอย่างต่อเนื่อง ผมเข้าใจว่าคนที่รับภาพเด็กหายไปพยายามไปอธิบายให้เพื่อนศิลปินรับรู้ว่า ตอนนี้สังคมกำลังมีปัญหาเด็กหาย และพวกเขาสามารถช่วยเหลือติดตามเด็กๆ เหล่านี้ได้ในบทบาทของพวกเขาเอง ผมไม่รู้ว่าเขาต้องอธิบายเรื่องนี้ซ้ำๆ กี่ครั้งกับศิลปินกี่คนที่เขาพบเจอและชักชวนมาช่วยภารกิจนี้ แต่เข้าใจว่าเขาพูดมันด้วยความรู้สึกลึกๆ จากข้างในจริงๆ
หลายเดือนต่อมามีข่าวร้ายว่า ภาพเด็กหายที่พี่เขารับไปช่วยถือประชาสัมพันธ์ถูกฆาตกรรมเสียชีวิต ภารกิจในการติดตามหาเด็กคนนั้นจึงยุติลง พร้อมกับข่าวร้ายว่าพี่เขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง การติดตามหาเด็กหายจากพี่เขาชะลอออกไปก่อน กลายเป็นผมเองที่เฝ้าติดตามอาการของพี่เขาผ่านเฟซบุ๊กของภรรยาเขาที่อัพเดทอาการเป็นระยะๆ
กฤต พรรณนา คือชื่อในวงการบันเทิงของพี่คนนี้ ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมไม่รู้จักเขามาก่อน ดังนั้นการได้มีภารกิจร่วมกันและการติดตามเป็นห่วงเป็นใยภายหลังจากพี่เขาป่วยหนัก ไม่ได้เกิดจากความมีชื่อเสียงของพี่เขาเลย แต่เกิดจากการกระทำของเขาที่ผมเห็นประจักษ์ว่าเขามองเห็นปัญหา และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไข เป็นความศรัทธาในตัวคนที่เกิดจากการกระทำ หาใช่ชื่อเสียงไม่
สเตตัสในเฟซบุ๊กของภรรยาพี่กฤต ยังคงรายงานถึงการต่อสู้กับอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง มันคือวรรณกรรมออนไลน์ชิ้นดี ที่ทำให้ผมมองเห็นการต่อสู้กับโรคร้าย กำลังใจ และครอบครัว ผมไม่รู้ว่าพวกเราผ่านมันมาได้อย่างไร มันทั้งเหนื่อย ท้อ ยากลำบาก ผมยิ่งไม่แปลกใจเลยทำไมเขาถึงอินกับปัญหาเด็กหาย เพราะเขามีลูกสาวกำลังน่ารัก และมีความเป็นครอบครัวสูงมาก ทั้ง พ่อ แม่ ลูก ไม่ง่ายเลยในสถานการณ์สามีป่วยหนักและลูกกำลังอยู่ในวัยซน
ผมตัดสินใจไปเยี่ยมพี่กฤต พรรณนา ที่โรงพยาบาล ก่อนไปก็ค้นภาพเก่าๆ ค้นข้อความเก่าๆ ที่ค่ายเพลงนั้นส่งมา เผื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาที่เราคุยกันได้ เรื่องไม่น่าเชื่อก็คือ พนักงานรับส่งเอกสารที่มารับภาพเด็กหาย จริงๆ แล้วเขาไม่ใช่พนักงานรับส่งเอกสารเลย แต่เขาคือชายที่ชื่อว่า กฤต พรรณนา
วันที่เจอพี่กฤต พี่เขาดูผอมกว่ารูปที่ผมเคยเห็น เราไม่ได้คุยกันถึงเรื่องความผอมหรืออาการป่วยของพี่เขามากนัก แต่อยากมาหา ทักทายให้กำลังใจ วันนั้นพี่กฤตยิ้มแย้มแจ่มใส ผมยังทึ่งว่าเขากำลังใจดีมาก ตลอดช่วงที่คุยกับผม เขายังเล่นและพูดคุยกับลูกสาววัยซนไปด้วย
ผมใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเกือบชั่วโมง นั่งคุยเป็นเพื่อนพี่กฤต เพราะภรรยาพี่กฤตไปเดินเรื่องเอกสารและการเงินค่ารักษาพยาบาลที่แผนกการเงิน แทนที่ผมจะไถ่ถามอาการของพี่กฤต กลับกลายเป็นพี่กฤตเองไถ่ถามผมเรื่องเด็กหายรายอื่นๆ พี่เขาย้ำกับผมว่า ถ้าพี่หายดีแล้วจะไปช่วยตามหาเด็กหาย คราวนี้จะช่วยลงพื้นที่เลย ผมเชื่อว่าพี่เขาพูดเพราะอยากทำแบบนั้นจริงๆ ผมเห็นแววตาพี่กฤต เขาเชื่อมั่นแบบนั้นจริงๆ และผมขอให้เขาได้ไปลงพื้นที่ตามหาเด็กหายร่วมกันกับผมจริงๆ สักครั้ง
ทุกวันผมจะเปิดเฟซบุ๊กภรรยาของพี่กฤต เพื่อติดตามความคืบหน้าอาการของพี่กฤต หลายครั้งภรรยาของพี่กฤตขอให้พวกเราช่วยกันภาวนาให้พี่กฤตผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายนี้ไป หนึ่งเดือนต่อมาหลังจากผมไปเยี่ยมพี่กฤตที่โรงพยาบาล พี่กฤตก็จากไปในเย็นวันหนึ่ง เป็นอีกครั้งที่ผมอ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กแล้วน้ำตาคลอ ภรรยาพี่กฤตเขียนเล่าว่า พี่กฤตบอกก่อนจะจากไปว่าไม่ไหวแล้ว พี่ขอไปแล้ว นั่นเป็นเวลาสั้นๆ ที่จะตามญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มาส่งพี่กฤตเป็นครั้งสุดท้าย
“บ้าน ต้นไม้ รอยยิ้ม” คือเพลงที่พี่กฤตและภรรยาตั้งใจแต่งให้ลูกสาวไว้ฟังตอนที่เขาเติบโตขึ้น และด้วยความที่เพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัว พวกเขาตั้งใจจะมอบให้มูลนิธิกระจกเงาสำหรับการรณรงค์ตามหาเด็กหาย แต่พี่กฤตก็มาจากไปเสียก่อน
เดือนที่แล้ว ผมได้รับข้อความในเฟซบุ๊กอีกครั้งจาก พี่ต่อ-สุพัชชา จีระตระกูล ภรรยาของพี่กฤต พรรณนา ว่า พร้อมแล้วสำหรับการช่วยติดตามหาเด็กหายอีกครั้ง พี่ต่อทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง เขาจึงมีโอกาสพบปะศิลปินจำนวนมาก และแน่นอนว่า นอกจากเบื้องหลังในวงการบันเทิง เธอก็คือเบื้องหลังผู้รับไม้ต่อจากพี่กฤต พรรณนา ในการอาสาช่วยตามหาเด็กหาย
ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ครอบครัวนี้ยังคงแน่วแน่ในการทำภารกิจนี้ การจากไปของพี่กฤตไม่ได้ทำให้เจตนารมณ์ของพี่กฤตหล่นหายไปไหนเลย พี่กฤตจากไปแล้ว แต่ครอบครัวพี่กฤตยังอยู่ และครอบครัวเด็กหายยังอยู่ คนตัวเล็กๆ จะร่วมกันเปลี่ยนสังคมได้ เมื่อหมดแรงก็ส่งไม้ผลัดให้คนต่อไป เพื่อให้ครอบครัวเด็กหายยังมีบ้านที่มีความหมาย และต้นไม้ยังมีรอยยิ้ม เหมือนเพลงที่พี่กฤตและพี่ต่อช่วยกันเขียนขึ้นมา
เชื่อเถอะว่า คนเล็กๆ เปลี่ยนสังคมได้จริงๆ ขอแค่การเริ่มต้นและทำต่อเนื่อง







