posttoday
ปฏิรูปตำรวจ ผ่าโครงสร้างล้างสีเทา

ปฏิรูปตำรวจ ผ่าโครงสร้างล้างสีเทา

03 พฤษภาคม 2558

“แม้ผมจะอยู่ในแวดวงกฎหมายมานานพอสมควร สัมผัสการทำคดีและไม่พึงพอใจกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำมาก่อน แต่การตัดสินใจเรื่องนี้ยิ่งมาดูให้ชัดเจน และต้องมีเหตุผลมากที่สุด”

โดย...เจษฎา จี้สละ, กันติพิชญ์ ใจบุญ

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเมืองในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนได้ร่วมกันสังเคราะห์ถึงรากลึกของปัญหาที่สั่งสมในสังคมไทย จนนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปในหลากหลายมติ หนึ่งในนั้นคือการเรียกร้องให้เกิด “การปฏิรูปวงการสีกากี” ที่ประชาชนทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าต้องปฏิรูป

กระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557 เกิดการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อสางปมปัญหาของสังคมไทย การปฏิรูปกิจการตำรวจจึงถูกบรรจุไว้ให้เป็นหนึ่งในประเด็นของการปฏิรูป

สำหรับเจ้าภาพที่เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ คือ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธานคณะ กมธ.ฯ โดยรูปแบบการทำงานได้มีการตั้งคณะอนุ กมธ.ที่ศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ แต่การทำงานยังไปไม่ถึงฝั่งเมื่อ สปช.มีมติก่อนหน้านี้ที่ให้เลื่อนการพิจารณารายงานผลการศึกษาเรื่องการปฏิรูปออกไปก่อน

เสรี เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ถึงความขัดแย้งภายในคณะ กมธ.เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจว่า รายงานของอนุ กมธ.ฯ ได้เสนอให้มีการสอบสวนและการสืบสวนออกจากกัน แต่ความเห็นของคณะ กมธ.ฯ ชุดใหญ่ ยังคงเห็นต่างเป็น 2 แนวทาง คือ 1.เสนอให้แยกการสอบสวนให้เป็นอิสระ โดยตั้งเป็นหน่วยงานอิสระแยกออกจากสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ 2.เสนอให้การสอบสวนยังอยู่ภายใต้กำกับของ สตช. แต่แยกเป็นแท่งต่างหาก ซึ่งจะไม่มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ระหว่างหน่วยสืบสวนและสอบสวนอีกต่อไป เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนและคานอำนาจซึ่งกันและกัน

“ไม่แปลกที่จะเห็นต่างกัน ขนาดอดีตข้าราชการตำรวจ และตำรวจปัจจุบันยังเห็นต่างกัน อดีตตำรวจบอกว่าควรแยกสอบสวน แต่ตำรวจปัจจุบันบางส่วนบอกว่าไม่ควรแยก บางโรงพักลงชื่อมาเลยว่าต้องแยกสอบสวน แสดงว่าสืบสวนและสอบสวนมีปัญหา”

“นี่คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดอำนาจตำรวจ เพราะโอกาสใช้อำนาจในทางมิชอบมีเยอะ กิจการเทาๆ ถ้าตำรวจจะต้องไปคุมบ่อน คุมซ่อง หรือสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น”

ประธานคณะ กมธ.ฯ อธิบายอีกว่า ข้อดีของการแยกสอบสวนให้เป็นอิสระจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต่างจากอดีตที่มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่สลับหน่วยงานในแต่ละปี ระหว่างหน่วยงานสืบสวน สอบสวน และจราจรฯลฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ขาดความเชี่ยวชาญและทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้า

“มันจะดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาคนที่รับผิดชอบคือผู้กำกับโรงพักคนเดียว หน่วยงานที่ทำหน้าที่รู้เห็นกัน อยู่ด้วยกัน โรงพักเดียวกัน เดี๋ยวก็เป่าคดีกันหมด ถ้าแยกปั๊บจะเกิดการถ่วงดุล ประชาชนก็จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม มีการถ่วงดุลและคานอำนาจ”

นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติหากมีการแยกการสอบสวนให้เป็นอิสระ จะเกิดการแยกสายบังคับบัญชาอย่างชัดเจน ไม่ได้ขึ้นตรงต่อผู้กำกับสถานีตำรวจเพียงคนเดียวเช่นในอดีต เพราะสายงานสอบสวนจะมีหัวหน้าที่รับผิดชอบ ส่วนผู้กำกับประจำสถานีตำรวจก็จะได้มุ่งไปที่การดูแลประชาชนและทุ่มเทกับการปราบปรามอย่างเต็มที่อีกด้วย

ในมุมมองส่วนตัวมีจุดยืนต่อเรื่องการปฏิรูปตำรวจอย่างไร? เสรี ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า การสืบสวนและสอบสวนจะต้องเชื่อมโยงและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน อดีตที่ผ่านมาสองส่วนเกิดความเชื่อมโยงกันจริง แต่ขาดการถ่วงดุลหรือคานอำนาจ จึงเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

“ประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่ คือจะแยกการสืบสวนและสอบสวนอย่างไร ประเด็นนี้จะต้องรับฟังข้อคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพราะมีผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง อย่างไรก็ตามจุดยืนของผม คือกิจการสอบสวนจะต้องมีความเป็นอิสระและแยกสายการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน” เสรี กล่าว

นอกจากนั้นแล้ว ประธาน กมธ.ฯ ยังเปิดเผยว่า ขณะเดียวกันยังเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างกิจการตำรวจ โดยกระจายอำนาจตำรวจ ให้มี “ตำรวจส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น” ซึ่งจะไม่มีการก้าวก่ายกันในแต่ละระดับ ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ใดจะเติบโตในพื้นที่นั้น ไม่มีการโยกย้ายระหว่างจังหวัดหรือภูมิภาค เพื่อไปรับผลประโยชน์ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการตกลงกันระหว่างพื้นที่ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

“ถ้ามีตำรวจท้องถิ่นจะไม่เหมือนเดิม แทนที่ปีหนึ่งๆ ตำรวจย้ายข้ามจังหวัด ตำรวจจะเติบโตในจังหวัดหรือพื้นที่ของตนเอง ดังนั้นผลงานจะอยู่ในพื้นที่ ไม่มีตำรวจถูกเรียกไปกินตำแหน่งหรือซื้อตำแหน่งต่อไป แต่ต้องพูดให้ชัดว่ากระจายอำนาจตำรวจไปสู่ท้องถิ่น ไม่ใช่ไปอยู่กับผู้มีอิทธิพล นักเลงหัวไม้ เจ้าพ่อ มาอุดหนุนตำรวจ นั่นมันไม่ใช่ ตำรวจยังเป็นตำรวจ”   

เสรี กล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งประเด็นคือการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการ “เลื่อน ลด ปลด ย้าย” โดยเฉพาะการโยกย้ายภายใต้ระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตำแหน่ง ดังนั้นจึงเสนอให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง ที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณากระบวนการดังกล่าวในทุกระดับ เพื่อร่วมกันวางหลักเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณาการเลื่อน ลด ปลด ย้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นผลดีต่อตำรวจเอง

“ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับ แทนที่การเมืองจะมาแต่งตั้งโยกย้าย ก็ควรที่จะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วม มีเกณฑ์มาตรฐาน เลือกให้ความดีความชอบ เรื่องอาวุโส ผลงาน ประวัติ ความด่างพร้อย การยอมรับของประชาชน พิจารณาเลื่อนชั้นต่างๆ”

“บางครั้งตำรวจเองยังรู้สึกไม่เป็นธรรม บางปีได้ดิบได้ดี บางปีคนอื่นข้าม แต่หากเราจัดโครงสร้างอย่างมีเหตุผล ตำรวจมีผลงานเป็นที่ยอมรับกับทุกฝ่าย ระบบราชการตำรวจก็จะเป็นระบบขับเคลื่อนไป ความสงบจะเกิดขึ้น”

เหนืออื่นใดในมุมมองของเสรีเห็นควรมีกลไกในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในแต่ละท้องถิ่น โดยให้ประชาชนเป็นผู้ประเมินว่ามีความพึงพอใจต่อการปฏิบัติภารกิจของตำรวจในแต่ละจังหวัดเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการพิจารณาศักยภาพของของตำรวจ

“นี่ข้อสำคัญ ที่ผ่านมาเราไม่เคยสำรวจความพึงพอใจ แต่หากมีการประเมินในจังหวัด ถ้าจังหวัดนั้นต้องการให้จังหวัดตนเองดีขึ้น แต่มีเจ้าหน้าที่คอยรีดไถหรือทำงานไม่ดี เขาจะได้คะแนนดีหรือ ดังนั้นคะแนนตรงนี้จะเป็นตัวกำกับ ซึ่งผมเสนอให้มีการประเมินผลทุกปี”

สำหรับแนวคิดว่าการให้มีสภากิจการตำรวจแห่งชาติแทนคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เสรี กล่าวว่า โครงสร้างอำนาจหน้าที่ของสภากิจการตำรวจแห่งชาติที่เสนอนั้นไม่ได้มีอำนาจหน้าที่แตกต่างจากเดิมมากนัก เพียงแต่จัดโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มากขึ้นเท่านั้น

“สภาพปัญหาของ ก.ตร.ที่ผ่านมา คือคนที่เข้ามาในระดับนี้ เป็นพวกพ่อค้ามาหาพวก เป็นผู้มีอิทธิพล แต่คนที่เข้ามาสู่สภากิจการฯ จะเป็นคนที่ประชาชนในพื้นที่นั้นยอมรับจริงๆ เป็นที่เชื่อถือ มีการสรรหา ไม่ใช่อยากจะตั้งใครก็ตั้ง ต่างกันตรงนี้”

ประเด็นสุดท้ายที่เสรีชำแหละหลักการสำคัญในการปฏิรูปกิจการตำรวจ คือ การโอนภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจโดยตรงไปสังกัดกับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องแทน เพื่อลดขนาดโครงสร้างของตำรวจและกระจายความรับผิดไปยังหน่วยงานอื่น การโอนถ่ายภารกิจลักษณะนี้จะทำให้การปฏิบัติภารกิจเหล่านั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“อย่าคิดว่าการปฏิรูปเป็นเรื่องของความพึงพอใจส่วนตน หรือความต้องการจะสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ แต่การปฏิรูปครั้งนี้คือการวางแนวทางที่จะส่งผลกระทบไปยังประชาชน มาตราเหล่านี้ กมธ. ตระหนักดีว่าจะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประชาชน สังคม และประเทศไทย เพราะหากปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ สังคมจะเกิดความเรียบร้อย และท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นกัน” เสรี สรุป

ปฏิรูปตำรวจ ผ่าโครงสร้างล้างสีเทา

กมธ.ไม่ขัดแย้งแค่ความเห็นต่าง

การพิจารณารายงานศึกษาการปฏิรูปกิจการตำรวจของ สปช.ในวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อน หลังจากเกิดการวิวาทะกันเองกลางสภาระหว่างคณะอนุ กมธ.ปฏิรูปตำรวจ

กล่าวคือ ในครั้งนั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธานอนุกมธ.ปฏิรูปตำรวจ แถลงสนับสนุนการแยกสอบสวนออกจาก สตช. ขณะที่ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ รองอนุ กมธ.ปฏิรูปตำรวจ ในฐานะ อนุ กมธ.ฯ เสียงข้างน้อย แถลงคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างเผ็ดร้อนจนที่ประชุม สปช.ต้องเลื่อนวาระการประชุมดังกล่าวออกไปอย่าง ไม่มีกำหนด ก่อนจะมีตั้งคณะ กมธ.ชุดใหม่เพื่อมาดูงานปฏิรูปโดยเฉพาะทั้งหมดนี้จึงนำมาซึ่งการถูก
จับจ้องว่ากำลังเกิดความขัดแย้งใน สปช.ครั้งใหญ่

“ไม่ใช่ความขัดแย้ง” เสรีปฏิเสธข้อครหา พร้อมอธิบายว่าการทำงานร่วมกันของสมาชิก สปช.ย่อมมีเอกสิทธิ์ที่จะคิดหรือนำเสนอเรื่องใดเห็นไม่ตรงกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการทำงานในสภามีภารกิจเป็นพันเรื่อง ไม่ใช่ภารกิจเดียว การทำงานของอนุ กมธ.ปฏิรูปตำรวจก็เช่นกัน เรื่องนี้แค่ปมเดียวในการปฏิรูปกิจการตำรวจ ถ้าคนภายนอกจะเรียกว่าความขัดแย้งก็แล้วแต่ความคิดส่วนบุคคล

ระหว่างการถกเถียงที่เกิดขึ้นประธานอนุ กมธ.ปฏิรูปตำรวจ ได้กล่าวพาดพิงตัวประธานคณะ กมธ.ในเชิงลบ สะท้อนความไม่ลงรอยในคณะ กมธ.ฯ หรือไม่? เสรี ปฏิเสธอีกครั้งว่า “ไม่ใช่ความไม่ลงรอยการพูดถึงกันหรือเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคิดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล เพราะแต่ละคนคุยแต่เรื่องการทำงานทั้งสิ้น ต่อให้รู้สึกไม่ดีต่อกัน พอพ้นไปแล้วทุกอย่างก็จะจบลง”

ไม่ว่าข้อยุติกรณีจะเป็นเช่นใดย่อมหลีกไม่พ้นข้อครหาว่าเกิดการล็อบบี้ หรือมีใบสั่ง ซึ่งประธานกมธ.รายนี้ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีใบสั่ง ใครก็สั่งไม่ได้ เพราะหากสั่งได้ตั้งแต่แรก ผลของรายงานในชั้นอนุ กมธ.ฯ และ กมธ.ฯ คงไม่ปรากฏเป็น 2 แนวทางเช่นนี้ แต่เหตุที่ยังไม่เลือกทางใดทางหนึ่งเพราะตระหนักดีว่าการแยกอำนาจสืบสวนและสอบสวน จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ฉะนั้นจะต้องรับฟังข้อคิดเห็นอย่างรอบด้านก่อนการตัดสินใจ”

“แม้ผมจะอยู่ในแวดวงกฎหมายมานานพอสมควร สัมผัสการทำคดีและไม่พึงพอใจกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำมาก่อน แต่การตัดสินใจเรื่องนี้ยิ่งมาดูให้ชัดเจน และต้องมีเหตุผลมากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ในฐานประธานกมธ.ปฏิรูปกฎหมาย มองวาระปฏิรูปกิจการตำรวจ ว่า ประเด็นนี้ยังผลักดันต่อไปได้ เพราะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นใน สปช. เพราะท้ายที่สุด สปช.ไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้มีการปฏิรูปตำรวจหรือไม่ แต่เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการบังคับในทางปฏิบัติ

“คสช.คือผู้รับผิดชอบ นี่คือคำตอบสุดท้าย สิ่งที่เกิดขึ้นใน สปช.เกิดจากความเห็นไม่ตรงกัน จึงเถียงกันอย่างที่เห็น แต่มันเป็นส่วนเดียว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะสุดท้ายก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจ”เสรีทิ้งท้าย

ปฏิรูปตำรวจ ผ่าโครงสร้างล้างสีเทา

เขียน รธน.ผิดที่ผิดทาง นับถอยหลังรอทะเลาะกันอีก

“เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นคนหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญพอสมควร เพราะในอดีตเคยผ่านการมีส่วนร่วมกับการเขียนรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เสรีมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธาน ส.ส.ร.

มาในครั้งนี้กับการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งบริหารใน สปช.หรือ กมธ.ยกร่างฯ แต่มุมความคิดของผู้คร่ำหวอดเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นอะไรที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้

เสรี คิดเห็นต่อการปฏิรูปประเทศว่า “หัวใจสำคัญของประเทศอยู่ที่ไหน อยู่ที่การเมือง เหตุที่ประเทศต้องสับสนอลม่าน เพราะฝ่ายการเมืองดึงประชาชนเข้าร่วมต่อสู้ เพื่อปกป้องตนเอง ฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะต้องแก้ไขปัญหาการเมืองให้ได้”

ระบบการเมืองที่ดีจะต้องเกิดจากการนำผู้แทนของประชาชนที่ดีเข้าสู่ระบบการเมือง ดังนั้นระบบเลือกตั้งจึงมีส่วนสำคัญในการคัดกรองนักการเมืองที่ไม่สุจริต ผู้มีอิทธิพล และนายทุนซื้อเสียง ออกจากระบบเลือกตั้ง ดังนั้นการลงทุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้

“ฉะนั้นคุณต้องตอบให้ได้ว่าเอาเลือกตั้งแบบเยอรมันมาทำไม แล้วมันจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ มันแก้ไม่ได้ มันจึงไม่ใช่คำตอบว่า วิธีนี้จะทำให้นักการเมืองดีขึ้น”

เสรี กล่าวว่า สส.ที่เข้าสู่ระบบเลือกตั้งต้องเชื่อมโยงกับประชาชน แต่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมกลับไปเพิ่ม สส.แบบบัญชีรายชื่อ และลดจำนวน สส.ระบบแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทำให้ผู้แทนขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตามเห็นว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อไม่มีความจำเป็น เพราะไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน แต่ควรเพิ่มสัดส่วนของ สส.แบบเขต เพื่อให้ สส.เหล่านี้เป็นตัวแทนของประชาชน นำเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

“เลือกตั้ง ถ้าให้ดีอย่าไปดูว่าสีไหนๆ แต่ต้องดูผลประโยชน์ของประชาชน ถ้ายังยืนยันจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ มันเป็นคนละบริบทกับปัญหา”

นอกจากนั้นแล้ว เสรี วิเคราะห์ว่า หากจะก้าวข้ามวิกฤตการเมืองจะต้องใช้หลักแบ่งแยกอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีและสภา เพราะนายกฯ จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่า สส. ในสภาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ในขณะที่นายกฯ ก็ไม่ควรมีอำนาจในการยุบสภา เพราะหากนายกฯ ประพฤติมิชอบจะต้องถูกถอดถอนตามกระบวนการทางการเมือง ประเทศจึงจะไม่เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองอีกครั้ง

“นายกฯ ไม่เป็นอิสระจากสภา นี่คือปัญหาของประเทศ กมธ.ยกร่างฯ อาจกำหนดให้สภาเป็นผู้เลือกนายกฯ อย่างเดิม แต่เลือกแล้วต้องขาดจากกัน แต่นี่ กมธ.ยกร่างฯ เขียนแบบเดิมอีกแล้ว แก้ปัญหาเดิมไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับในการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เสรี เปรียบเทียบว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญในอดีต เกิดจากสมมติฐานว่าจะทำอย่างไรให้นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำและรัฐบาลเข้มแข็ง แต่หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 40 กลับเผชิญปัญหานักการเมืองขาดจริยธรรมและใช้อำนาจในทางทุจริต จนนำไปสู่การยุติบทบาทในที่สุด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเข้มแข็ง แต่เกิดจากนักการเมืองลุแก่อำนาจ

“การเมืองเข้มแข็งถูกต้องแล้ว ถ้าได้คนดีมาบริหารประเทศก็จะเจริญ แต่หลักการที่ กมธ.ยกร่างฯ คิดคือให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เข้าร่วมกันหลายๆ พรรค กลับไปเป็นอย่างเก่า ดังนั้นจะให้ดีต้องเอาหลักการเก่า แต่แก้ไขการทุจริต คิดง่ายๆ ชาวบ้านก็คิดได้ ไม่ต้องถึงขั้นนักวิชาการ แต่ตอนนี้ กมธ.ยกร่างฯ ทำการเมืองอ่อนแอแล้วกัน เพราะเข้มแข็งแล้วมีปัญหา เอาพรรคเข้ามาหลายพรรค แล้วอ้างว่าปรองดอง ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่”

การจะทำให้การเมืองดีขึ้นนั้น อดีตรองประธาน ส.ส.ร. คิดว่า จะต้องทำให้การเมืองปราศจากการแทรกแซง รัฐบาลมีความเข้มแข็ง และสามารถตรวจสอบได้ หากคณะผู้บริหารกระทำผิดก็ใช้กระบวนการถอดถอน โดยเป็นอำนาจของศาลฎีกาวินิจฉัย ไม่ใช่กำหนดให้เป็นอำนาจของ สว.ดังเช่นในอดีต เพราะ สว.อาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

“อย่างผมทั้งลงเอง เขียนเอง ทำเอง อ่านออกแล้วตอนนี้ นักวิชาการมักถามว่าคุณคิดจากฐานอะไร ก็ปัญหามันเห็นๆ อยู่ นักวิชาการไม่กล้าเปลี่ยน เลียนแบบต่างประเทศ นี่ปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญ”

หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะเป็นอย่างไร? เสรี คาดว่า กลับมาเละเทะเหมือนเดิม เพราะนักการเมืองยังสู้กันไม่เลิก และยังมีกลุ่มคนที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อไหร่ที่กฎหมายคุมการเคลื่อนไหวของมวลชนหย่อนลง เขาจะกลับมาเรียกร้องความเป็นธรรม สุดท้ายก็กลับมาสู้กัน

“ไม่มีอะไรจะแย่กว่าเดิมแล้ว ของเราที่สุดของโลกแล้ว ปิดถนนเป็นปีๆ แต่ชาวบ้านอดทน เพราะเขาเอาด้วย คือถ้าจะไล่ก็ต้องใช้วิธีนี้ พอเกิดปัญหาก็เอาอีก นักการเมืองรู้ดีที่สุดว่าจะกลับเป็นเหมือนเดิม แต่เขารู้ว่าวันหนึ่งต้องนิรโทษกรรม มันถึงไม่กลัวไง ทุกครั้งมันมีนิรโทษกรรมหมด ครั้งนี้มันอาจจะยากหน่อย แต่ในที่สุดมันก็หนี้ไม่พ้น แต่ถ้าอีกกลุ่มยังไม่ยอม สุดท้ายก็จะกลับมาวนเวียนอย่างนี้”

ถ้าเป็นอย่างนั้นจะปฏิรูปไปเพื่ออะไร? เสรี ตอบทันทีว่า ปฏิรูปเพื่อลดปัญหา แต่ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อให้ปัญหาหมดไป เพราะอย่างน้อยการปฏิรูปจะทำให้เกิดการยอมรับในระบบการเมืองมากขึ้น เนื่องจากปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือ การเมือง รองลงมา คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่เลิกทุจริต ไม่มีทางที่จะยุติปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ เพราะในที่สุดประชาชนก็จะออกมาขับไล่รัฐบาลอีก กลายเป็นวงจรอย่างนี้

“ถ้ายังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ เพราะคุณก็จะมาไล่กันอีก บางทีอาจต้องใช้เวลา เพราะถ้าประชาชนเห็นปัญหาร่วมกัน ผู้บริหารประเทศมีจริยธรรมและสร้างผลประโยชน์แก่ส่วนรวม บางทีอาจดีขึ้น “

ในฐานะที่มีส่วนร่วมกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ คาดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ได้กี่ปี? อดีต ส.ส.ร.ตอบด้วยสีหน้ากังวลใจว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือเปล่า ผมยังตอบไม่ได้”

“ถ้า กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันจะใช้วิธีคิดของตนเองแบบเดิม ผมว่าคนไม่เห็นด้วยเยอะ เพราะมันไม่ตอบโจทย์” เสรี ปิดท้าย

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย