
‘โบนันซ่าโมเดล’ ทวงคืนป่าทั่วประเทศ
พ.อ.สมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมายกองทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า จะใช้ “โบนันซ่าโมเดล”
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
พ.อ.สมหมาย บุษบา คณะทำงานด้านกฎหมายกองทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า จะใช้ “โบนันซ่าโมเดล” ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทั่วประเทศที่กลุ่มนายทุนบุกรุกครอบครองเพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งรีสอร์ทและโรงแรมเกิดขึ้นจำนวนมาก หลังยึดคืนที่ดินบริษัท โบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวน 166 ไร่ หลังจากนั้นก็จะดำเนินการตรวจสอบ คีรีมายา รีสอร์ท อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่มีพื้นที่ประมาณ 1,400 ไร่
ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวทั้งสิ้น 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่ของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง และพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งก็จะต้องมาตรวจสอบอีกครั้งว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตนิคมเป็นใครที่ออกโฉนด ซึ่งพื้นที่ในที่ของนิคมนั้นสามารถที่จะออกโฉนดได้ แต่จะต้องออกให้ไปเพื่อเป็นการทำเกษตรกรรมในการยังชีพเพียงเท่านั้น แต่หากมีการใช้ที่ดินที่ผิดวัตถุประสงค์ ก็จะต้องตรวจสอบว่าใช้ผิดวัตถุประสงค์นั้นได้อย่างไร เช่นเดียวกันกับที่ดินของ ส.ป.ก.ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในรายปัจจุบันนั้นอาจจะได้มาจากการซื้อขายเปลี่ยนมือก็ถือว่าสุจริต แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องมีการตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เมื่อไร และเอกสารสิทธิที่ได้มานั้นได้มาโดยชอบหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบนั้นก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ง่าย เนื่องจากมีสารบบในการตรวจสอบอยู่แล้ว อีกทั้งมาลงพื้นที่จริงก็จะยิ่งทราบได้ว่าอยู่ในพื้นที่ของนิคม หรือพื้นที่ ส.ป.ก.
นอกจากนี้ รวมทั้งจะเร่งตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โครงการมูนแดนซ์ อ.ปากช่อง จำนวน 175 แปลง เนื้อที่รวม 284 ไร่ ได้ออกเอกสารสิทธิในลักษณะ 2 รูปแบบ ประกอบด้วย เอกสารสิทธิ ส.ค.1 (ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) เป็นเอกสารการครอบครองก่อนที่จะมีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน 2505 และการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. (หนังสือรับรองการทำประโยชน์) ในปี 2519 ด้วยวิธีเดินสำรวจ
หลังจากนั้นก็นำเอกสาร น.ส.3 ก. ทั้งหมดมาขึ้นโฉนด ดังนั้นต้องมาตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ที่ดิน เพื่อดูว่าการออกโฉนดนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามหลักความเป็นจริงตั้งแต่ที่ได้มีการออกเอกสารสิทธิ ส.ค.1 ในช่วงก่อนจะมีการประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนนั้น จะมีผู้ที่ครอบครองพื้นที่มากสุดไม่เกิน 40-50 ไร่ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นการจับจองแผ้วถางพื้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรที่จะเป็นเครื่องทุ่นแรง เพราะจะใช้แรงงานคนที่เป็นการแผ้วถาง หรือบางพื้นที่จะมีได้ก็แค่เพียงเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ของทางปฏิรูปที่ดินที่เป็นเอกสารเหมือนโฉนดที่ดินที่ออกให้เกษตรกรได้มีพื้นที่ในการทำกินเท่านั้น
“ดังนั้น กรมที่ดินจะต้องเป็นแม่งานหลักในการตรวจสอบว่าที่ดินทั้งแปลงได้มาจากไหน ก่อนที่เจ้าของโครงการจัดสรรจะนำมารวมเป็นโฉนดที่ดินขายให้กับลูกค้า แต่ที่ดินที่ครอบครองอยู่นั้นมีที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ต้องมาตรวจสอบกันอย่างละเอียดอีกครั้ง” พ.อ.สมหมาย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 นั้นไม่ใช่แม่งานหลักในการดำเนินการตรวจสอบ เป็นเพียงหน่วยงานที่จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่หน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพร้องขอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ข้อเท็จจริง ทางกองทัพก็จะหาข้อเท็จจริงมาให้ หรือแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยทางคณะทำงานด้านกฎหมายกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าการดำเนินการตรวจสอบทุกครั้งไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน
สำหรับพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติการทวงคืนผืนป่ากลับมาได้ในปัจจุบัน ล่าสุดในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ที่อยู่ใกล้กับที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 2 คณะทำงานทวงคืนผืนป่าสามารถดำเนินการทวงคืนได้แล้วจำนวนมากกว่า 9 หมื่นไร่ ขณะที่จังหวัดต่างๆ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 อย่างเช่นที่อุบลราชธานี เลย ศรีสะเกษ อุดรธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด รวมยึดพื้นที่ป่ากลับคืนได้แล้วกว่า 1 แสนไร่
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับป่าที่ยังไม่สามารถทวงคืนกลับมาได้นั้น ยังมีอีกเป็นอีกจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไว้ตามจังหวัดต่างๆ มีอยู่ประมาณ 10 ล้านไร่ แต่กระจายอยู่ทั่วทุกภาค แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณมากที่สุด ดังนั้นทุกหน่วยงานจะต้องช่วยกันรับเป็นภาระหน้าที่ในการติดตามผืนป่ากลับคืนมา







