
ไล่จับอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่จบ
ในมุมมองภาคประชาชนซึ่งต่อสู้เรื่องที่ดินทำกินคนยากคนจนมาตลอดชีวิตอย่าง ประยงค์ ดอกลำใย
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ในมุมมองภาคประชาชนซึ่งต่อสู้เรื่องที่ดินทำกินคนยากคนจนมาตลอดชีวิตอย่าง ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) วิพากษ์ว่า ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินหรือผืนป่าเป็นเพียงปลายเหตุที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่อาจแก้ไขให้หมดไปได้ หากยังไม่พิจารณาที่ต้นเหตุที่แท้จริง
“ยังไม่สายที่จะจำแนกให้ชัดระหว่างท้องถิ่นดั้งเดิมกับผู้บุกรุกใหม่ นั่นเพราะรากฐานของปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน” ประยงค์ กล่าว และอธิบายเพิ่มเติมว่า 2 ประเด็นที่ทำให้ปัญหาเรื้อรังมานานคือ ประเทศไทยไม่กำหนดเพดานถือครองที่ดิน และไม่เคยบังคับใช้มาตรการทางภาษี
“การมองปัญหาบุกรุกที่ดินรัฐเป็นแค่ปลายเหตุ ต้นเหตุก็คือชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงที่ดินที่มีเอกสิทธิ์ได้” นักพัฒนารายนี้สรุปประเด็น
ประยงค์ กล่าวต่อไปว่า คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 66/2557 สะท้อนว่า คสช.ก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน โดยคำสั่งระบุชัดว่าต้องดำเนินการโดยไม่ให้กระทบต่อผู้ยากไร้ ผู้ไม่มีที่ดินทำกิน และผู้ที่อาศัยอยู่ก่อนมีประกาศ
อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเชื่อว่าการทวงคืนผืนป่าและที่ดินร่วม 26 ล้านไร่ ตามที่ คสช.วางเป้าหมายไว้คงไม่มีทางสำเร็จได้ หากยังใช้ยุทธศาสตร์เดิมคือใช้อำนาจรัฐและใช้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพียงอย่างเดียว
“มันจำเป็นที่ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาและบริหารพื้นที่เหล่านั้น เช่น การให้กรรมสิทธิ์รวมแก่ชุมชน แล้วกำหนดให้ชัดว่าต้องห้ามขายหรือเปลี่ยนมือ และต้องห้ามบุกรุกเพิ่มจากพื้นที่ที่ได้รับไป” ประยงค์ เสนอแนวทางแก้ปัญหา
ประยงค์ เสนออีกว่า มีการพูดถึงปี 2545 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีภาพถ่ายทางอากาศทั่วประเทศ โดยขณะนั้นมีพื้นที่ป่าประมาณ 88 ล้านไร่ แต่จากปี 2545 เป็นต้นมา พบว่าการบุกรุกรุนแรงขึ้นมาก ดังนั้นหากใช้ภาพถ่ายปี 2545 เป็นเกณฑ์ ก็จะช่วยให้ได้ป่าและที่ดินคืนมาเท่าเดิม
“ที่ไหนมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำหลังปี 2545 ก็ให้รื้อทำลายให้หมด แต่หากมีก่อนปี 2545 ก็มาพิจารณาดูว่าเป็นของชาวบ้านผู้ใช้ประโยชน์ทำกินจริง หรือเป็นคนนอกที่เข้าทำกิน หรือเป็นคนนอกที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆ” นักพัฒนารายนี้กล่าว
ที่ปรึกษาพีมูฟให้คำอธิบายอีกว่า ถ้าเป็นคนนอกเข้ามาทำกินอาจใช้วิธีให้เช่าพื้นที่ แต่ถ้าเป็นกลุ่มหลังสุดก็ควรใช้มาตรการทางกฎหมาย และอาจถึงขั้นต้องเอาผิดย้อนหลังกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกด้วย ขณะเดียวกันต้องดำเนินคดีให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐ และจากนั้นให้รัฐมาบริหารจัดการ โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมฟื้นฟูในลักษณะป่าชุมชน
“ดีกว่ามาไล่จับกันแบบนี้ เพราะชาวบ้านจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนด้วย ชาวบ้านก็จะกลายเป็นศัตรูไปด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องกำหนดยุทธศาสตร์กันใหม่” ประยงค์ กล่าว และย้ำว่า คสช.จำเป็นต้องทบทวนแผนแม่บทที่ประกาศออกมาใหม่







