
การเลือกระบบเลือกตั้ง
ติดค้างเรื่องปฏิรูปไว้หลายคำรบแล้ว เนื่องจากคิดไว้ว่าจะพยายามไล่เรียงเรื่องปฏิรูปไปตามลำดับ
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระ
ติดค้างเรื่องปฏิรูปไว้หลายคำรบแล้ว เนื่องจากคิดไว้ว่าจะพยายามไล่เรียงเรื่องปฏิรูปไปตามลำดับ แต่ละด้าน เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพว่าที่ว่าปฏิรูปกันนั้น รายละเอียดตามรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างๆ กันอยู่เป็นฉันใดบ้าง แต่ก็มีเรื่องนั้น เรื่องนี้เข้ามาที่พึงจะคุยกันก่อน ก็เลยต้องรอกันไปนิดกับประเด็นการปฏิรูปด้านต่างๆ ซึ่งปฏิรูปนั้นสำคัญทุกเรื่อง แต่ก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องในวันนี้ คือ เรื่องของระบบเลือกตั้ง
บ่อยครั้งที่ผู้คนจะมองว่าการจัดระบบเลือกตั้ง หรือการออกแบบระบบเลือกตั้งนั้นเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ ขายเสียง และทำให้การเลือกตั้งนั้นตอบสนองต่อการเลือก หรือคะแนนที่เลือกของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งประการหลังนั้นใช่อยู่สำหรับการออกแบบระบบการเลือกตั้ง แต่ประการแรกนั้นจะเป็นได้ก็แต่เพียงผลพวงของการออกแบบ แต่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายประการสำคัญ หรือหลักของการออกแบบระบบเลือกตั้ง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าการซื้อสิทธิ ขายเสียง จะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แม้ว่าในบางประเทศพูดเรื่องนี้กับผู้คนเขาหงายหลังตกเก้าอี้ เพราะเขาไม่เคยได้ยิน หรือไม่ได้ยินมาช้านานแล้ว แต่ปัญหาของบ้านเมืองไทย ดังนั้นก็อาจจะต้องเผื่อเรื่องนี้ไว้ด้วย แต่ก็ยังต้องใช้ระบบอื่น วิธีอื่น ไม่ใช่จะออกแบบระบบเลือกตั้งมาเพื่อแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ ขายเสียง เพราะจะทำให้ผิดจุดประสงค์ของการออกแบบระบบเลือกตั้งไป หากแต่การออกแบบให้เอื้อต่อการป้องกันการซื้อสิทธิ ขายเสียงด้วย ก็จะเป็นการดี
ระบบเลือกตั้งหากพิจารณาจากประเด็นความได้สัดส่วนของคะแนนที่เลือก ก็จะมีระบบที่แยกออกเป็นสองประเภทง่ายๆ คือ ระบบที่เป็นสัดส่วนกับระบบที่ไม่เป็นสัดส่วน ระบบที่ไม่เป็นสัดส่วน เช่น ระบบผู้ชนะคนเดียว ผู้ชนะได้หมด หรือคนแรกที่เข้าเกณฑ์เป็นผู้ชนะ หรือระบบคะแนนเสียงเดียวโอนไม่ได้ หรือที่เราเคยใช้ และเรียกกันง่ายๆ ว่าเขตใหญ่-เรียงเบอร์ ส่วนระบบที่เป็นสัดส่วนก็จะมีสองแบบ คือ แบบเขตล้วน หรือคะแนนเสียงเดียวโอนได้ กับแบบบัญชีล้วน หรือสัดส่วนแบบบัญชี และก็มีคนคิดระบบที่นำเอาแบบเขตและแบบบัญชีมาผสมกัน โดยใช้ความเป็นสัดส่วนของบัญชีช่วยสร้างความเป็นสัดส่วนให้เกิดขึ้นโดยรวมทั้งในระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อร่วมกัน ที่เรียกว่าระบบสัดส่วนผสม
ระบบสัดส่วนผสมเป็นสิ่งที่เราควรจะศึกษากันโดยเฉพาะในตอนนี้ และหากเป็นได้ก็ควรที่จะเทียบเคียงกับระบบอื่นๆ ด้วย และที่สำคัญ คือ ต้องเทียบรูปแบบต่างๆ ของระบบสัดส่วนผสม เพื่อพิจารณาสิ่งที่จะเหมาะสม สอดคล้องกับสังคมไทยที่สุด เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการนำเอาการออกแบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมมาใช้ โดยผู้ที่คิดค้นระบบนี้ขึ้นมา คือ ชาวเยอรมัน แต่ระบบนี้ก็มีใช้ในหลายประเทศ (ประมาณ 9 ประเทศ) เช่น เยอรมนี นิวซีแลนด์ อิตาลี เม็กซิโก ฮังการี
ระบบนี้ดังเช่นที่กล่าวไปมีรายละเอียดในด้านต่างๆ พอสมควร แต่ที่ร่างรัฐธรรมนูญเลือกใช้นั้น คือ การกำหนดเขตแบบเขตเดียวคนเดียว ร่วมกับการใช้บัญชีรายชื่อรายภาค แบ่งเป็น 6 ภาค และในบัญชีเหล่านั้นยังให้เป็นบัญชีแบบเปิด ส่งผลให้การเลือกตั้งนั้น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถกาได้ถึง 3 ครั้ง เขต บัญชี และชื่อในบัญชี
ระบบเช่นนี้จะสอดคล้องต้องตรงตามความต้องการของบ้านเมืองเราหรือไม่ ไว้คราวต่อๆ ไปเรามาค่อยๆ คุยกัน







