
ไฟเขียวกม.คุมม็อบ ชุมนุมได้เสรีแต่มีขอบเขต
สุดท้าย สนช. ได้มีมติเอกฉันท์ 158 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สุดท้ายที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเอกฉันท์ 158 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เห็นควรให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ท่ามกลางการจับจ้องของสังคมกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมาควบคุมดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย หลังจากที่ผ่านมามักเกิดการอ้างเสรีภาพแบบเกินขอบเขต
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่การกำหนดกฎเกณฑ์ให้การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ก่อนการชุมนุมจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานล่วงหน้า24 ชั่วโมง โดยพื้นที่การชุมนุมจะต้องไม่เป็นพื้นที่ต้องห้ามทั้งสถานที่สำคัญอย่าง รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล หรือจะต้องไม่ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง 150 เมตร
รวมทั้งการชุมนุมจะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล สถานศึกษา ท่าอากาศยาน สถานีขนส่ง สถานทูต อีกทั้งยังห้ามชุมนุมในช่วงเวลาหลัง 24.00-06.00 น. ไม่เคลื่อนย้ายเดินขบวนระหว่างเวลา 18.00-06.00 น. อีกด้านหนึ่งกำหนดให้หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ เป็นเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ที่จะต้องดูแลอำนวยความสะดวกการชุมนุม และการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจร
ในการพิจารณาวาระสองวานนี้ ประเด็นที่สมาชิก สนช.ให้ความสนใจอภิปรายยาวนานเป็นพิเศษ คือในส่วนของมาตรา 4 การกำหนดคำนิยามของคำว่า “ศาล” จากที่ร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ได้ระบุหมายความว่า “ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ” แต่ทางกรรมาธิการได้เสนอให้ตัดคำนิยามในส่วนของศาลออกทั้งหมด
ขณะที่ สนช.บางคน อาทิ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ กิตติ วะสีนนท์ สมคิด เลิศไพฑูรย์ เสนอแก้ไขเพิ่มนิยามให้รวมไปถึง “ศาลปกครองกลาง หรือศาลปกครองในภูมิภาคที่มีเขตอำนาจ เหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ”
สมคิด อภิปรายว่า ความแตกต่างระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองอยู่ตรงที่ ศาลยุติธรรม ศาลแพ่งจะพิจารณาคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่ศาลปกครองจะเป็นคดีข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ
ที่สำคัญ การให้คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมขึ้นศาลปกครองจะมีข้อดีกับประชาชนทั้งในแง่ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ไม่ต้องมีทนายความ ไม่ต้องมีแบบคำร้อง แค่เขียนหนังสือมีขึ้นต้นลงท้ายก็สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้เลย และที่สำคัญ ศาลปกครองใช้กระบวนการ “ไต่สวน” ต่างจากศาลแพ่ง ศาลยุติธรรมที่ใช้ระบบ “กล่าวหา”
ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวแทนกรรมาธิการ ชี้แจงว่า กรรมาธิการได้พิจารณาทั้งในส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ที่ไม่ได้ชุมนุมแต่ได้รับผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งเห็นว่าทั้ง 3 กรณีนี้ หากไปกำหนดคำนิยมศาล ว่าเป็นเพียงแค่ศาลแพ่ง ศาลจังหวัด ย่อมไม่ครอบคลุมทุกกรณี จึงเห็นควรให้ตัดคำนิยามออกจากมาตรา 4 และให้ไปเพิ่มในท่อนท้ายของมาตรา 21
แต่สมาชิกบางส่วนยังต้องการให้ตัดวรรคท้ายของมาตรา 21 ซึ่งระบุว่า “ตามมาตรานี้ หมายถึงศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ” เพราะล็อกไม่ให้ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองได้
สุดท้าย กรรมาธิการได้ปรับแก้ในที่ประชุมเปลี่ยนจากการกำหนดกรอบของศาลแพ่งหรือศาลจังหวะมาใส่เฉพาะในวรรค 4 และวรรคสุดท้าย ซึ่งที่ประชุมไม่ติดใจและเห็นตามการแก้ไข
ถัดมาที่มาตรา 10 ทวีศักดิ์สูทกวาทิน สนช. แปรญัตติ เรื่องการแจ้งการชุมนุมสาธารณะที่จะต้องแจ้งก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชม. โดยปรับเพิ่มให้แจ้งภายหลังเมื่อเริ่มชุมนุมสาธารณะได้ หากการชุมนุมนั้นมีความสำคัญจำเป็นเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติหรือเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ทวีศักดิ์ ให้เหตุผลว่า หากเกิดกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจไม่ชอบธรรม อาจจะกลายเป็นปัญหา ทำให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอาจไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการชุมนุมได้
แต่กรรมาธิการเห็นว่าไม่อาจแยกแยะเป็นกรณีเฉพาะต่างหากได้เพราะจะเกิดปัญหาภายหลัง อีกทั้งการแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อการชุมนุมนั้น เจ้าพนักงานมีสิทธิจะพิจารณาแค่พื้นที่การชุมนุมไม่ขัดกับระเบียบเท่านั้น หากไม่ขัดเงื่อนไขต้องเปิดให้ประชุมได้ จึงไม่มีผลกระทบต่อการชุมนุม
อีกส่วนที่สำคัญคือบทกำหนดโทษ ที่มีสมาชิกเสนอให้ปรับลดลงจากเดิม แต่ทางกรรมาธิการยังยืนยันตามที่แก้ไขในชั้นกรรมาธิการตามเดิมคือ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุม สาธารณะตามมาตรา 19 หรือ 23 “ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุม” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน “ถ้าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ภายในสถานที่ชุมนุมต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท”







