posttoday
ลดน้ำมัน 2 บาท ลูกไม้การเมืองตีหัวเข้าบ้าน

ลดน้ำมัน 2 บาท ลูกไม้การเมืองตีหัวเข้าบ้าน

26 มิถุนายน 2553

ออกตัวแรงไม่น้อยสำหรับพรรคมาตุภูมิ น้องใหม่ของรัฐบาลผสมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เมื่อรัฐมนตรีพรรคมาตุภูมิ นายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง ประกาศผ่านสื่อ จะลดราคาน้ำมันให้ได้ลิตรละ 2 บาท เพื่อช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชน โดยแสดงความมั่นใจในฐานะที่เคยอยู่ในวงการน้ำมันมากว่า 20 ปี จากการติดสอยห้อยตามนายวัฒนา อัศวเหม นายใหญ่ที่มีธุรกิจปั๊มน้ำมันมาเป็นเวลาหลายสิบปี จะสามารถหาช่องทางในการลดราคาขายปลีกน้ำมันให้ได้

แนวทางดังกล่าวคงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการเมืองไทย แต่เป็นเรื่องปกติที่มักจะถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเพื่อรองรับการเลือกตั้ง เพราะหากทำได้จะถูกนำไปคุยชนิดข้ามชาติ

รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอง การหาเสียงครั้งล่าสุดก็เคยใช้วิธีนี้มาแล้วกับนโยบายพรรคแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วัน ที่ระบุไว้ชัดเจนในหมวดของการลดค่าครองชีพ จะยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของดีเซลและแก๊สโซฮอล์ เพื่อหวังจะให้น้ำมันลดราคาลงมา

การใช้มาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว คงต้องมองหลายปัจจัยประกอบกัน และไม่สามารถดำเนินนโยบายเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สิ่งที่ รมช.คลังมั่นออกมาประกาศจะหาวิธีลดราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิต การลดภาษีเทศบาล หรือการลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ต้องเปรียบเทียบผลกระทบที่จะตามมาด้วย

กรณีการลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อาจทำได้ค่อนข้างยาก ด้วยภาระรายจ่ายที่ยังมีแต่ละเดือนประมาณ 2,700 ล้านบาท ไม่สอดคล้องกับรายรับที่เข้ามาเดือนละ 3,000 ล้านบาท แม้คำนวณแล้วฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยังเป็นบวกอยู่ 259 ล้านบาท แต่ก็เสี่ยงที่จะไปลดรายได้ของกองทุนน้ำมันฯ

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 28 มิ.ย. ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นประธาน ยังไม่ได้บรรจุวาระแนวทางการลดราคาน้ำมัน 2 บาท/ลิตร เข้าสู่ที่ประชุม และยังไม่มีนโยบายลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลง ซึ่งหากต้องการช่วยเหลือประชาชนจริง ก็ควรจะลดอัตราภาษีสรรพสามิตเพราะสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ หากพิจารณาจากทิศทางราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนขึ้นลงเร็วในแต่ละวัน ในขณะที่ราคาขายปลีกดีเซลอยู่ที่ระดับ 28.89 บาท/ลิตร ส่วน บี5 อยู่ที่ 27.99 บาท/ลิตร ซึ่งยังไม่ถึงระดับ 30 บาท/ลิตร ที่จะสร้างผลกระทบให้กับประชาชน ดังนั้นคงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปีนี้ไม่น่าจะเกินระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นระดับที่ไม่กดดันให้ราคาในประเทศสูงมาก

ทั้งนี้ หากจะเลือกวิธีลดอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงนั้น ในทางปฏิบัติคงช่วยลดราคาน้ำมันได้เล็กน้อย เนื่องจากอัตราที่จัดเก็บก็ต่ำอยู่แล้ว

รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงภาระกองทุนน้ำมันฯ ที่ต้องมีรายจ่ายชดเชยการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ด้วย

อย่างไรก็ตามในการประชุมกพช.จะมีการเสนอมาตรการลดผลกระทบด้านพลังงาน 3 ด้าน คิดเป็นวงเงินที่รัฐจะใช้ในการดูแล 2.16 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน (ก.ย.53ก.พ.54) ได้แก่ การตรึงราคาแอลพีจี ออกไปอีก6 เดือน (ก.ย.53ก.พ.54) คาดว่ากองทุนน้ำมันฯต้องใช้เงินชดเชยการนำเข้ารวม 1.32 หมื่นล้านบาท 2.การตรึงราคาก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) โดยจะจ่ายชดเชยให้ปตท. 2 บาท/ก.ก. ทำให้เกิดภาระรวม 1,8002,400 ล้านบาท และ3.การตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)จะรับภาระแทนประชาชนประมาณ 5,996 ล้านบาท

น.พ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมจะเสนอแนวทางการพิจารณาเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีการปรับปรุงใหม่ โดยจะยกเลิกอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) เดิมทั้งหมด เนื่องจากบางประเภทมีอัตราที่สูงและจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในการคำนวณค่าเอฟที ขณะเดียวกันเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเริ่มมีต้นทุนที่ลดลงแล้ว โดยจากนี้ไปการกำหนดแอดเดอร์จะพิจารณาเป็นรายโครงการตามความเหมาะสมคำนึงถึง การลงทุนของเทคโนโลยีที่ใช้และชนิดของพลังงานทดแทน

หันมองทางเลือก ลดภาษีน้ำมัน งานนี้คงต้องมองถึงรายได้ภาษีที่จะหายไปเช่นกัน ยิ่งในยามนี้ที่ยังมีความจำเป็นในการหารายได้โปะงบประมาณที่ยังขาดดุลอยู่จะเหมาะสมหรือไม่ เพราะพิจารณาจากราคาน้ำมันในช่วงนี้ แม้จะทยอยปรับขึ้นหลายครั้งในรอบสัปดาห์ แต่มองถึงดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันภาคเศรษฐกิจยังไม่แตะระดับลิตรละ 30 บาท และยังมีทางเลือกอย่าง บี5 ที่มีราคาอยู่ที่ลิตรละ 27.99 บาท/ลิตร

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลเก็บอยู่ 65 สตางค์/ลิตร บี5 ต้องเข้าไปอุดหนุนราคา 50 สตางค์/ลิตร ส่วนเบนซิน 95 เก็บอยู่ที่ 7.50 บาท/ลิตร เบนซิน 91 เก็บอยู่ที่ 6.70 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 เก็บอยู่ 2.80 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 เก็บอยู่ที่ 1.40 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ อี20 อุดหนุนราคาอยู่ที่ 40 สตางค์/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ อี85 อุดหนุนราคาอยู่ที่ 11 บาท/ลิตร

ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้ำมัน แยกเป็น 2 ส่วน คือ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เบนซิน 95 และเบนซิน 91 เก็บอยู่ที่ 7 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บอยู่ที่ 6.30 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ อี20 เก็บอยู่ที่ 5.60 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ อี85 เก็บอยู่ที่ 1.05 บาท/ลิตร ดีเซล เก็บอยู่ที่ 5.31 บาท/ ลิตร และบี5 เก็บอยู่ที่ 5.04 บาท/ลิตร ส่วนภาษีเทศบาลจะเรียกในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บในน้ำมันแต่ละชนิด

จึงเห็นได้ว่าแนวทางที่นักการเมืองจะหาช่องลดราคาน้ำมันไม่ใช่เรื่องง่าย หากนักการเมืองจะสร้างผลงานจริงควรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อลดต้นทุนด้านต่างๆ ได้แล้ว ให้นำส่วนนั้นมาลดราคาน้ำมัน ถึงจะเรียกว่าแสดงฝีมือในการบริหารจริง

ที่สำคัญเลิกเสียทีเถอะประเภทประกาศลดราคาน้ำมันไปก่อนแบบตีหัวเข้าบ้าน เพราะชาวบ้านเขาเบื่อแล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ