
"อภิสิทธิ์"แนะกมธ.เปิดใจรับฟังยันรธน.ต้องทำประชามติ
อภิสิทธิ์ ชี้ จุดเสี่ยงรธน. แนะ กมธ.ยกร่างรธน.เปิดใจรับฟัง ยันต้องทำประชามติ แนะ รัฐบาลนิรโทษฯผู้ชุมนุมทางการเมือง
อภิสิทธิ์ ชี้ จุดเสี่ยงรธน. แนะ กมธ.ยกร่างรธน.เปิดใจรับฟัง ยันต้องทำประชามติ แนะ รัฐบาลนิรโทษฯผู้ชุมนุมทางการเมือง
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีการแก้ไข ตามที่มีข้อท้วงติงจากหลายฝ่ายในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องถาม กมธ.ยกร่างฯ ตนอยากให้มีการรับฟังแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ เพื่อจะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ย้ำอีกครั้งว่าอยากให้มันจบ ไม่ต้องการให้ผ่านไปแล้ว 1-2 ปีแล้วกลับมาเถียงกันในเรื่องแบบนี้ มันไม่ไหวแล้ว เพราะหลังจากนี้ประเทศควรเดินหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สวัสดิการ ทำให้ประชาชนมีสุข สิ่งที่ตั้งใจก็มีเพียงเท่านี้
เมื่อถามว่า คิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้มีแลกเปลี่ยนกัน ทั้งเนื้อหาสาระ ตนคงไม่ไปกล่าวหาใคร และไม่อยากให้คนร่างไปกล่าวหาคนวิจารณ์ และรู้ว่าตัวเองเป็นนักการเมือง หากสิ่งที่เสนอแล้วเป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองก็ไม่อยากฟัง แต่สิ่งที่เสนอถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็อย่ามาตอบว่าเป็นนักการเมืองไม่ควรมาพูด เพราะต้องเอามาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศ และต้องยอมรับความจริงว่าสุดท้ายเมื่อกลับสู่ภาวะปกติถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับมันก็เดินต่อไปไม่ได้อีก ดังนั้นจึงต้องทำให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้
“อย่างในการประชุมศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.)ครั้งล่าสุด ก็มีคนที่เสนอแก้ไข ซึ่งทางเสนาธิการทหารบก ดูจะรับฟังเป็นอย่างดี แต่ทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการของ กมธ.ยกร่างฯ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ว่า เหมือนเป็นสิทธิ์ขาดของ กมธ.ยกร่างฯว่าจะเอาหรือไม่อย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ทาง ปชป.ได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่กมธ.ได้ส่งมาแล้ว นอกจากนี้ ทาง กมธ.ยกร่าง ยังได้มีการส่งร่างรัฐธรรมนูญมายังตนด้วยเนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถเรียกประชุมพรรคได้ ซึ่งภายในวันที่ 20 พฤษภาคม ทางพรรคจะต้องส่งข้อเสนอในการปรับแก้ไปยัง กมธ.ยกร่างฯ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันที่จะให้มีการทำประชามติ เพราะยังไม่เห็นอะไรที่จะเป็นรูปธรรมของการรับรองกติกานอกจากการทำประชามติ หากไม่ทำจะมีความเสี่ยงที่คนไม่เห็นด้วยจะไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแก้และรื้อรัฐธรรมนูญกันอีก ไม่อยากให้ประเทศต้องเสียเวลา ทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่างระบุว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งถ้าเรียบร้อยแล้วเดินเลยก็ดี แต่ถ้าเรียบร้อยแล้วกลับมารื้อกันใหม่มันจะเสียเวลาอีกกี่ปี
เมื่อถามว่าหากมีการทำประชามติอายุของรัฐบาลก็จะยืดไปอีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การทำประชามติคงไม่นานขนาดนั้น แต่เรื่องที่อายุของรัฐบาลจะยืดออกไปนั้น คงไม่มีใครเจตนาจะให้ยืดยื้อ สมมุติว่าเสียเวลาทำประชามติไป 3 เดือนคิดว่าคุ้ม เพราะหากไม่มีการรับรองโดยประชาชน แทนที่จะเสียเวลา 3 เดือน ก็อาจจะทะเลอะกันอีกไม่รู้กี่ปี แล้วจะวกกลับมาร่างกันใหม่ ไม่มีประโยชน์กับใคร
เมื่อถามว่าในส่วนของ ปชป.จะมีการเสนอแก้ไขกี่ประเด็น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นับไม่ถ้วน แต่คงไม่ทั้งฉบับ เพราะในบางประเด็นนั้นเป็นเรื่องรายละเอียด แต่บางประเด็นคือเรื่องของหลักการ เช่น มาตรา 181,182 กับอำนาจคณะกรรมการปรองดองเรื่องการเสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษบุคคล มองว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ส่วนเรื่องอื่นเป็นความเห็นที่ต่างกันในมุมมองการปฏิบัติ เพราะพูดจากประสบการณ์ หลายบทบัญญัติที่เคยมีการใช้มาในอดีตมันส่งผลอย่างไร รวมทั้งประสบการณ์ที่เขียนกติกาเช่นนี้พรรคการเมือง นักการเมือง จะปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะคนที่มีผลประโยชน์จะได้เห็นภาพชัดขึ้น ว่าสิ่งที่ตั้งใจจะแก้ แต่ถ้าแก้ไขด้วยวิธีนี้มันอาจจะไม่ได้ผล หรือซ้ำร้ายกว่านั้นอาจไปซ้ำเติมปัญหาเดิม จึงอยากชี้ให้เห็นจากประสบการณ์
เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ที่มีการระบุว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ร้อยละ 90 เห็นด้วยกับร่างดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอเตือนว่าอย่าพูดเป็นตัวเลข ในอดีตรัฐธรรมนูญมีปัญหาเพียงวรรคเดียวก็สร้างวิกฤตชาติมาแล้ว ดังนั้นเราต้องขจัดจุดที่เป็นปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่มีใครถูกร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ 3 ประเด็นที่ตนได้พูดมานั้น ถ้าออกมามีวิกฤติแน่ ก็อย่าไปทำ ส่วนประเด็นอื่นก็จะมีการปรึกษาหารือกันต่อไป ถ้าเปิดใจกว้างมันมีทางออก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องที่นายนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณประธาน กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปีแล้วค่อยแก้ไขนั้น อย่างคราวที่แล้ว ตนไม่ได้มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหา แค่คราวนี้มีบางมาตรา ที่สร้างปัญหาได้ ถ้าใช้ไป 5 ปี แล้วในปีแรกมีการใช้มาตรา181,182 ออกกฏหมายนิรโทษกรรมแล้วประชาชนออกมาประท้วง ฆ่าฟันกันจะมีประโยชน์อะไร อะไรที่เป็นปัญหาก็อย่าสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง ตอนนี้อย่าเพิ่งไปยึดมั่นถือมั่น ว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเป็นแบบไหน หรือว่าให้รองใช้ไปก่อน เพราะเมื่อเห็นว่ามีปัญหาก็ควรป้องกันไว้ ตนไม่ได้ตำหนิใคร เป็นการพูดถึงเนื้อหา อยากให้คนตอบได้ตอบในเนื้อหา ถ้ามาเริ่มกล่าวหากัน ก็กล่าวหากันได้ทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีประโยชน์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การอภัยโทษนั้นสามารถทำได้และในหลักการก็มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในอดีตเรามีหลักเกณฑ์ที่ดี คนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษคือคนที่สำนึกผิดโดยผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่การให้อำนาจ 15คนในคณะกรรมการปรองดอง ให้คนมาสำนึกผิดกับกรรมการฯแล้วสามารถอภัยโทษได้ ถือเป็นเรื่องอันตราย จะเป็นจุดขัดแย้งเป็นปัญหากับ ครม.ถือว่าไม่เหมาะสมที่ทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสาธารณะแล้วบอกว่ายังเป็นพระราชอำนาจอยู่
“ผมยืนยันว่าถ้ารัฐบาล สนช.หรือใครจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ประชาชนที่ไปชุมนุมแล้วไม่ได้ทำผิดอาญาเรื่องอื่น ก็ไม่มีใครคัดค้าน แต่ที่มันช้ามาทุกครั้ง ในตอนที่จะเริ่มทำ ก็เพราะมีคนอื่นที่อยากจะได้นิรโทษกรรม ก็จับคนเหล่านี้เป็นตัวประกันเอาไว้ พอกฎหมายจะออกอย่างที่เรียกว่า ครึ่งซอย ปากซอย ต้นซอย แล้วสุดท้ายก็พ่วงให้มันสุดซอย เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยคนต้นซอยกลางซอยไปแล้ว คนสุดซอยจะไม่ได้ นี่คือปัญหา ดังนั้นรัฐบาลนี้มีโอกาสดีแล้ว ให้ประชาชนที่สมควรจะได้รับการนิรโทษกรรม รับไปเลย ส่วนคนที่เหลือต้องเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งผมก็มีคดีก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เคยเรียกร้องนิรโทษกรรม แล้วถ้าหากคดีสิ้นสุดอย่างไร สังคมเห็นควรให้อภัยหรือไม่ ผมว่ามีนมีทางออกอยู่แล้ว เพราะมีกลไก แต่ถ้าไปเร่งไปทำผิดธรรมชาติ ก็จะสร้างความขัดโดยไม่จำเป็น”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การจะให้รัฐธรรมนูญออกมาแล้วประเทศเดินหน้าไปได้นั้น ทางที่ดีที่สุด กมธ.ยกร่างฯต้องเปิดใจ เปิดเวทีแลกเปลี่ยน ตนไม่ได้คาดหวังเรื่องความถูกใจส่วนตัว แต่ของให้เป็นประชาธิปไตยแล้วประเทศเดินหน้าได้ พวกตนก็รับได้ แต่อะไรที่อันตรายหรือเป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้ง ส่งเสริมนักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่ถูกตรวจสอบ เป็นประโยชน์ของนักการเมืองโกงและบ้าอำนาจก็ต้องตัดออก







