posttoday
บางเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

บางเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

01 พฤษภาคม 2558

ปกติมักเข้าใจกันว่า กลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย คือ ประชาชนคนส่วนใหญ่ แต่ทัศนะดังกล่าวนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับหลายกรณีในประเทศต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็น่าจะได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ว่า ประชาชนคนส่วนใหญ่มีบทบาทสำคัญ แต่ถ้ากรณี 14 ต.ค. 2516 อาจกล่าวได้ว่า “ประชาชนคนส่วนใหญ่” มีบทบาทสำคัญ และหากสมมติให้ผู้คนที่เข้าร่วมในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มีจำนวนเป็นตัวเลขกลมๆ หนึ่งล้านคน ก็ยังจะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วจำนวนประชาชนที่เหลืออีกหลายสิบล้านคิดอย่างไร? 

ปกติมักเข้าใจกันว่า กลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย คือ ประชาชนคนส่วนใหญ่ แต่ทัศนะดังกล่าวนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับหลายกรณีในประเทศต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็น่าจะได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ว่า ประชาชนคนส่วนใหญ่มีบทบาทสำคัญ แต่ถ้ากรณี 14 ต.ค. 2516 อาจกล่าวได้ว่า “ประชาชนคนส่วนใหญ่” มีบทบาทสำคัญ และหากสมมติให้ผู้คนที่เข้าร่วมในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มีจำนวนเป็นตัวเลขกลมๆ หนึ่งล้านคน ก็ยังจะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วจำนวนประชาชนที่เหลืออีกหลายสิบล้านคิดอย่างไร? 

ดังนั้น จึงมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่า กระแสประชาชนไม่ใช่ตัวแปรคงที่เสมอไปในทุกกรณี เพราะผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยอาจจะเป็นชนชั้นนำทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสประชาชนจะไม่มีความหมายเลย   แต่น้ำหนักน่าจะอยู่ที่ชนชั้นนำทางการเมืองมากกว่า ซึ่งก็ดูจะจริงในแง่นี้ เพราะเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (24 เมษาฯ) แกนนำพรรคและกลุ่มการเมืองดูจะมีบทบาทสำคัญกว่าประชาชนทั่วไป เพราะไม่มีใครในแกนนำพรรคหรือกลุ่มการเมืองคนใดจะบอกให้ไปถามประชาชนเสียก่อน แต่ละคนออกมาฟันธงเองเลยว่า ไม่ควรรีบมีการเลือกตั้งภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญที่เขาไม่เห็นด้วย

นอกจากจะเทน้ำหนักไปที่ชนชั้นนำทางการเมืองแล้ว นักวิชาการกลุ่มนี้ยังชี้อีกด้วยว่า    ถ้ามีการปลุกกระแสประชาชนมากเกินไป ก็อาจทำลายโอกาสที่จะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยได้ แม้ว่าข้อสังเกตดังกล่าวนี้จะไม่เสนาะหูสำหรับนักขับเคลื่อนฝูงชน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงขอนำข้อสังเกตของนักวิชาการ (ฝรั่ง) ในกลุ่มนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาตัดสินกันเอาเอง เพราะปกติเราจะไม่ค่อยได้ยินนักวิชาการไทยพูดอะไรแบบนี้ แต่จะได้ยินก็แต่การอ้าง “ประชาชนคนส่วนใหญ่”

Terry Karl ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยืนยันว่า “เราไม่สามารถมีประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพได้ หากในช่วงเปลี่ยนผ่าน มวลมหาประชาชนสามารถควบคุมเหนือชนชั้นปกครองเดิมแม้แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม” Myron Weiner ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอ็มไอที เห็นว่า แรงกดดันจากกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายมักจะทำให้พัฒนาการประชาธิปไตยล้มเหลว เพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวมักจะยั่วยุให้เกิดกระแสอำนาจนิยมเผด็จการ”

ส่วน Samuel Huntington ศาสตราจารย์ด้านการปกครอง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “โดยส่วนใหญ่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการสถาปนาโดยพลังมวลชน” Daniel Levine ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกนสรุปไว้ว่า บทเรียนที่ชัดเจนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ “การเปลี่ยนผ่านในลักษณะอนุรักษนิยมจะอยู่ยั้งคงทนมากกว่า”

หรือแม้แต่นักวิชาการอย่าง Rueschemeyer ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขาสังคมวิทยาและการศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งเชื่อว่า ประชาธิปไตยจะเกิดได้จากการขับเคลื่อนของพลังชนชั้นแรงงาน แต่เขาก็ยังเห็นว่า กลุ่มพลังมวลชนที่สุดโต่งมีแนวโน้มสูง “ที่จะนำมาซึ่งปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เข้มแข็งทรงพลัง” Juan Linz ศาสตราจารย์เกียรติคุณสาขารัฐศาสตร์ และ Larry Diamond ศาสตราจารย์ทางสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล กล่าวถึงหลายประเทศในละตินอเมริกาว่า “ถ้าชนชั้นนำทางการเมืองริเริ่มเลือกการก้าวไปสู่ประชาธิปไตย...ก็จะเกิดกระแสค่านิยมประชาธิปไตยเกิดขึ้นตามมาในสาธารณะทั่วไป”

Robert Kaufman ศาสตราจารย์ทางด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเพพเพอร์ได ชี้ว่า ในการพัฒนาสู่ประชาธิปไตย “แรงกดดันจากข้างล่าง (ในที่นี้หมายถึงมวลชน/ผู้เขียน) เป็นพลังปัจจัยร่วมที่มีค่าต่ำสุด และขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดการผนึกกำลังรวมตัวกันภายในกลุ่มอำนาจนิยม-ข้าราชการ” ซึ่งทัศนะของ Kaufman และนักวิชาการทั้งหลายที่กล่าวไปข้างต้นบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงนัยสำคัญที่ว่า “หากจะให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ แรงกดดันจากมวลชนจะต้องมีลักษณะที่ปานกลางไม่รุนแรง (Moderation)” และแน่นอนว่า ปัจจัยเรื่องกระแสมวลชนขาดไม่ได้ แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อีกทั้งยังสามารถเป็นอุปสรรคได้ด้วย

แต่ Nancy Bermeo ศาสตราจารย์สาขาการเมืองเปรียบเทียบ มหาวิทยาลัยปรินสตัน เห็นต่างจากนักวิชาการข้างต้น เธอยกตัวอย่างกรณีประเทศโปรตุเกสและสเปนมาโต้แย้ง และชี้ว่า ในกรณีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของทั้งสองประเทศนี้หักล้างกรอบคิดข้างต้นเกือบจะทั้งหมด เพราะกระแสมวลชนที่รุนแรง (อาจถึงนองเลือด) ต่างหากที่นำไปสู่ประชาธิปไตย เพราะกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองเดิมจะไม่ยอมเสี่ยงที่จะยื้อหรือต้านกระแสมวลชนจนเกินไป

แต่ถ้าพิจารณางานวิจัยของ Ozan Varol ศาสตราจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลุยส์แอนด์คล๊าค กลับพบว่า กรณีของโปรตุเกสและตุรกี ประชาธิปไตยทั้งสองประเทศเกิดจากการทำรัฐประหาร (ซึ่งแน่นอน ต้องมีกระแสมวลชนสนับสนุนด้วย) ดังที่ Varol เรียกว่า “Democratic Coup d’Etat” และปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐประหารนำไปสู่ประชาธิปไตยในสองประเทศนี้ได้ ไม่ใช่มวลชนหรือชนชั้นนำทางการเมือง แต่กลับเป็น “กองทัพ” ดังที่ปรากฏในผลงานวิจัยของ Varol ชื่อ “Military as the Guardian of Constitutional Democracy” หรือ “กองทัพในฐานะผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” อันเป็นงานที่เขาได้รับรางวัลวิจัยในอเมริกา

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้จะหมายความว่า รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และกองทัพไทยหรือ คสช. จะประสบความสำเร็จอย่างในกรณีโปรตุเกส สเปน และตุรกี แต่ควรศึกษาความเป็นไปได้/ไม่ได้โดยเปรียบเทียบกับตัวแปรและเงื่อนไขต่างๆ ที่นักวิชาการข้างต้นได้ทำวิจัยไว้ 

[ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (WCU-071-HS-57)]

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล