posttoday
ธนาคารลังเล ลดดอกเบี้ยตาม กนง.

ธนาคารลังเล ลดดอกเบี้ยตาม กนง.

01 พฤษภาคม 2558

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากที่ลด 0.25% ไปในการประชุมรอบที่แล้ว ทำให้ขณะนี้ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ในระดับ 1.5%

แต่การประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างนิ่ง ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่จะลดดอกเบี้ยตาม เหมือนการลดดอกเบี้ยครั้งที่แล้วที่ธนาคารไทยพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตามในวันเดียวกัน แม้จะลดดอกเบี้ยเล็กน้อย แต่ก็มีผลด้านจิตวิทยา ทำให้ประชาชนที่มีหนี้โดยเฉพาะเงินกู้ซื้อบ้านรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

การลดดอกเบี้ยตามของธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้ อาจจะช้าหรืออาจจะไม่เกิดขึ้น เพราะนายแบงก์ส่วนใหญ่มองว่าการลดดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า การปรับลดดอกเบี้ยรอบนี้จะช่วยเศรษฐกิจได้มากเพียงใดนั้น ต้องดูว่าจะช่วยผู้ประกอบการในประเทศให้ลงทุนได้ไม่มาก คงช่วยได้บ้างแต่จำกัด ขณะนี้ดอกเบี้ยในประเทศต่ำมาก แทบจะต่ำสุดในภูมิภาคแล้ว นอกจากนั้นการลดดอกเบี้ยคงไม่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ดี เหตุผลที่แท้จริงที่ธนาคารพาณิชย์จะไม่ลดดอกเบี้ยลงง่ายๆ ก็เพราะตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีสัญญาณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในไตรมาสแรกของปี 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศข้อมูลเอ็นพีแอลรวมของระบบสถาบันการเงิน โดยมียอดคงค้างเอ็นพีแอลทั้งสิ้น 299,252 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนเอ็นพีแอล 2.29% ต่อสินเชื่อรวม ยอดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 21,041 ล้านบาท หรือมีอัตราการขยายตัว 7.56% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 18,066 ล้านบาท หรือขยายตัว 6.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

อัตราการเพิ่มของหนี้เสีย สัมพันธ์ไปกับการหารายได้ของธนาคารพาณิชย์ แต่ธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงที่จะหารายได้ได้ต่ำกว่าภาวะปกติ เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงมาก การปล่อยสินเชื่อชะลอตัว หากไม่สามารถหารายได้อื่นๆ มาเพิ่มได้ ธนาคารก็จะต้องรักษาส่วนต่างของดอกเบี้ยรับจ่ายให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม

ขณะนี้รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับและจ่าย (NIM) เฉลี่ยอยู่ที่ 3-3.5% ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารต้นทุน ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ยทุก 0.25% จะทำให้รายได้จากดอกเบี้ยของธนาคารลดลง 0.14%

ดังนั้น หากธนาคารลดดอกเบี้ยลงปีนี้ 0.25% จะทำให้ NIM จากเดิมที่ 3.8% มาที่ 3.7% และทำให้กำไรปี 2558 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ลดลง 0.67%

อย่างไรก็ดี ธปท.คงไม่อยากเห็นธนาคารพาณิชย์ไม่ลดดอกเบี้ยตามลงมา เพราะ ธปท.ยืนยันตลอดมาว่า สถาบันการเงินทุกขนาดทนทานปัญหาเอ็นพีแอล แม้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น แต่สถาบันการเงินกันสำรองหนี้ในอัตราที่สูง เห็นได้จากการเติบโตของเอ็นพีแอลสุทธิที่มีการหักเงินกันสำรองแล้วมีมากกว่าเอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้หักเงินกันสำรอง

การดำเนินการดังกล่าวเป็นสัญญาณการระมัดระวังตัวที่ดีของสถาบันการเงินและไม่เกิดผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินไทย

รณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธนาคารหลายแห่งเริ่มให้เจ้าหน้าที่ออกไปดูแลลูกหนี้ใกล้ชิดขึ้น ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งได้ช่วยดูแลลูกหนี้ที่มีศักยภาพ ก่อนเกิดสัญญาณค้างชำระหรือปัญหาสายเกินแก้ไข

นอกจากนี้ ธปท.ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถาบันการเงิน เช่น คุณภาพลูกหนี้ กระบวนการให้สินเชื่อ สอบทานเรื่องต่างๆ ถือเป็นการดูต้นน้ำ กลางน้ำ มากกว่าปลายน้ำ เพื่อหาวิธีป้องกันและหาสาเหตุแท้จริงที่เกิดขึ้น

ธปท.อาจจะมองโลกสวยเกินไป จึงคิดว่าธนาคารจะลดดอกเบี้ยลงได้โดยไม่กระทบกับฐานะธนาคาร แต่ในมุมมองของนายแบงก์เห็นว่า การเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็นอุ่นใจกว่า ยิ่งมีเงินสำรองมากก็จะยิ่งปลอดภัย และในยามที่รายได้ธนาคารชะลอตัวลง ก็ยิ่งต้องรักษากำไรไว้ให้คงที่

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์คิดว่า ขณะนี้ดอกเบี้ยไม่ใช่ขาลง การจะประกาศลดดอกเบี้ยจึงต้องคิดมาก และคิดนานพอสมควร

อมรเทพ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลคือผลข้างเคียงจากการปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ ภาวะฟองสบู่และหนี้ครัวเรือน

ภาวะฟองสบู่ อาจเกิดจากเมื่อดอกเบี้ยปรับลง ทำให้แรงจูงใจในการออมลดลงไปด้วย คนจะหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น คือ อสังหาริมทรัพย์ จึงต้องระวังและพยายามสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจก่อนเกิดปัญหาจนลามเป็นภาวะฟองสบู่

หนี้ครัวเรือน แม้การลดดอกเบี้ยอาจจูงใจให้คนใช้จ่ายหรือลงทุน แต่ไม่น่าจะส่งผลแรงมากนัก เพราะรายได้คนไม่ขยับ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังไม่เร่งตัว ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ระวังในการปล่อยกู้ การใช้จ่ายและลงทุนคงไม่เร่งตัวมาก แต่ที่น่าห่วงคือ กลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง และมีรายได้น้อย   เป็นหนี้มากขึ้นจนทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูง และผู้มีรายได้ระดับบนหากก่อหนี้จนเกิดฟองสบู่ จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่สมดุลและเกิดเป็นปัญหาระยะยาว

อย่างไรก็ดี หากต้องลดดอกเบี้ยลง คาดว่าธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยลง 0.10-0.125% ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2558

ไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลงมากกว่านี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการตัดสินใจ

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69