
ภาคบริการ... แรงขับเคลื่อนใหม่ของ ศก.ไทย?
โดย...วินัสยา สุริยาธานินทร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...วินัสยา สุริยาธานินทร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในปัจจุบันเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
การส่งออกสินค้าซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหดตัว 2 ปีต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งที่เป็นปัจจัยภายใน ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เนื่องจากขาดการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตมาเป็นเวลานาน และบางส่วนเป็นการผลิตในเทคโนโลยีที่ความต้องการของโลกมีแนวโน้มลดลง
ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการค้าของโลก กล่าวคือแม้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในอัตราเดิม แต่กลับไม่ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวสูงเช่นในอดีต ประกอบกับปัจจุบันอุปสงค์ของเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวแบบเปราะบาง ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เนื่องจากอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเศรษฐกิจ และการลดนโยบายประชานิยมลง
โดยปัจจุบันมีเพียงการส่งออกบริการ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 17 ของ GDP แต่กลับทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำรองที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ประคองตัวต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามอยู่ว่า หากมองภาพในระยะยาวแล้ว ภาคบริการของไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะกลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักให้กับเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่
หากมองทางด้านอุปทาน ภาคบริการโดยรวมของไทยได้เพิ่มบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 ภาคบริการมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 52 ของ GDP และมีการจ้างงานในภาคดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 49 ของการจ้างงานรวม
อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนภาคบริการต่อ GDP ให้อยู่ในระดับสูงเทียบเคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ใช้ภาคบริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนของภาคบริการสูงถึงร้อยละ 70-80 ของ GDP และมีสัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงสอดคล้องกัน (ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีสัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการเกินกว่าร้อยละ 70 ของการจ้างงานรวม) รวมทั้งผลิตภาพแรงงานในภาคบริการของประเทศเหล่านั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บางประเทศที่อยู่รอบๆ ไทย เช่น จีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สามารถเพิ่มสัดส่วนภาคบริการต่อ GDP ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนภาคบริการต่อ GDP ของไทยทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 มาเป็นเวลานาน
ในทางกลับกัน สัดส่วนการจ้างงานในภาคบริการของไทยกลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า แรงงานในภาคบริการที่เพิ่มขึ้น ไม่สามารถสร้างผลผลิตให้แก่ภาคบริการได้มากเท่าที่ควร
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผลิตภาพแรงงานในภาคบริการของไทยยังอยู่ในระดับต่ำนั่นเอง ส่วนหนึ่งมาจากการปกป้องภาคบริการของไทย กล่าวคือประเทศในเอเชียรวมถึงไทย มีกฎระเบียบและนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในภาคบริการค่อนข้างมาก
สิ่งเหล่านี้สะท้อนจากข้อมูลดัชนีข้อจำกัดการประกอบกิจการภาคบริการ (Services Trade Restriction Index : STRI) ของ World Bank ที่มาจากการสำรวจบริษัทเอกชนและหน่วยงานราชการที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจภาคบริการจาก 103 ประเทศทั่วโลก ข้อมูลล่าสุดในปี 2555 พบว่า ไทยมีค่าดัชนีอยู่ในอันดับที่ 74 ซึ่งเกือบเป็นอันดับสุดท้าย บ่งชี้ว่าไทยมีข้อจำกัดในการเข้ามาดำเนินธุรกิจภาคบริการของผู้ประกอบการรายใหม่ค่อนข้างสูง ทำให้สัดส่วนการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในภาคบริการ และการไหลเข้าของทุนและเทคโนโลยีมีจำกัด จึงไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพภาคบริการและผลิตภาพแรงงานได้
นอกจากนี้ คุณภาพของแรงงานไทยในภาคบริการยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากแรงงานในภาคบริการส่วนใหญ่จบการศึกษาต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา และมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ความรู้ด้าน IT และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย
ด้วยเหตุนี้ ภาคบริการของไทยส่วนใหญ่ จึงมีลักษณะเป็นบริการแบบดั้งเดิม (Traditional Services) โดยไม่เน้นการใช้เทคโนโลยี แต่ใช้แรงงานทักษะต่ำในการให้บริการ เช่น ภาคบริการในสาขาการค้าส่ง-ค้าปลีก โรงแรมและร้านอาหาร และสาขาการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งบริการประเภทนี้ไม่ค่อยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจมากนัก สังเกตได้จากสาขาการค้าส่ง-ค้าปลีก ที่มีสัดส่วนสูงสุดใน GDP ภาคบริการ แต่มีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สาขาบริการส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น Modern Services คือ การให้บริการที่เน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะแรงงานขั้นสูง เช่น บริการด้านการเงิน การธนาคาร ลิขสิทธิ์ทางปัญญา และบริการด้าน IT จึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคบริการได้เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ การส่งออกบริการของประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังมีความหลากหลายมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในภาคการท่องเที่ยว และความหลากหลายนี้เองได้ช่วยลดทอนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับประเทศไทยนั้น การส่งออกบริการยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การจะหวังพึ่งพิงภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ในระยะยาวอาจไม่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านอุปทาน ได้แก่ ความเพียงพอของสาธารณูปโภคต่างๆ
ดังนั้น การจะทำให้ภาคบริการของไทยสามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยรองรับแรงกระแทกจากปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับภาคบริการของไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็น Modern Services มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณในการยกระดับภาคบริการที่ดีขึ้น จากแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของ BOI ที่มีการให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจประเภทบริการออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ และกิจการ Cloud Service เป็นต้น
นอกจากนี้ ไทยควรใช้ประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวที่ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอยู่แล้ว เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาภาคบริการในสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น การรักษาพยาบาล การขนส่งและโทรคมนาคม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคบริการมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันก็ควรมีการปรับปรุงกฎระเบียบการลงทุนบางประการใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น การลดการคุ้มครองธุรกิจบริการบางสาขา ที่ในปัจจุบันมีการคุ้มครองแบบครอบจักรวาล เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเอื้อต่อการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยี รวมไปถึงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้แก่ภาคบริการ
ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูประบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความรู้สูง และตรงตามความต้องการของตลาด ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ในการยกระดับภาคบริการของไทยให้มีศักยภาพอย่างยั่งยืน…







