
คลังหดจีดีพีปีนี้เหลือ3.7% เอกชนเชื่อมั่นหั่นดอกรอบนี้ได้ผล
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2558 ว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 3.2-4.2% ต่อปี ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% และคาดว่าเศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกจะเติบโตได้ 3.2%
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2558 ว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ต่อปี โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 3.2-4.2% ต่อปี ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.9% และคาดว่าเศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกจะเติบโตได้ 3.2%
สำหรับปัจจัยหลักของการเติบโตปีนี้อยู่ที่การส่งออกบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองไทยมากขึ้น คาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 29.4 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 18.6%
นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2558 ประกอบกับโครงการลงทุนที่มีความชัดเจน อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาระบบขนส่งทางถนน และโครงการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการทำงบลงทุนสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย
ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน แนวโน้มการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามการส่งออกปีนี้จะยังคงมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกไทยขยายตัวต่ำ 0.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.4%
สำหรับเสถียรภาพในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะลดลงจากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 0.2% ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ขณะที่เสถียรภาพนอกประเทศ คาดว่าดุลการค้าจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่มูลค่านำเข้าสินค้าคาดว่าจะหดตัวตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลประมาณ 1.78 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ทั้งนี้ ภายหลังการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของ สศค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน 0.25% มาอยู่ที่ 1.5%
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้น จากที่ลดไป 0.25% เมื่อต้นปีซึ่งยังไม่เห็นผลมากนัก แต่เชื่อว่าเมื่อรวมกันแล้วดอกเบี้ยลดลง 50 สตางค์ จะส่งผลดีทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากเงินบาทไทยแข็งค่าที่สุดในอาเซียนเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น โดยอัตราที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐ รวมถึงภาคอสังหาฯ จะฟื้นตัวดีขึ้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้เงินลดลง รวมถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยอาจจะมีทิศทางที่ดีขึ้น และยังส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งมีผลดีต่อภาคการส่งออก ซึ่งมองว่าการส่งออกในปีนี้อยู่ที่ระดับที่ต่ำที่สุดแล้ว ไม่น่าจะลดลงมากกว่าที่เป็นอยู่
ขณะที่ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไม่น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากนัก โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่ถือว่ายังแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง แต่รอบนี้น่าจะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในมากกว่าการส่งออก เช่น ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมเพื่อลงทุนของภาคเอกชน และช่วยผลักดันอุปสงค์รวมทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้บ้าง
ด้านฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ 83 บริษัท เกี่ยวกับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น และจะขยายตัวได้ 2-3% ในปีนี้ แต่ให้ความเชื่อมั่นน้อยกว่าการสำรวจครั้งที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทมากกว่าครึ่ง คาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตของรายได้มากกว่า 6% และมีถึง 36% ที่คาดว่าจะมีการเติบโตของรายได้มากกว่า 9%







