เบื้องลึกสัมพันธ์ทหาร ไทย-จีน
ปราชานธ์ ปรเมศวร รองบรรณาธิการแห่งเดอะ ดิโพลแม็ท ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งมุ่งเขียนประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย แสดงความเห็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูงของจีนเดินทางมาเยือนไทยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่าประเทศไทยกับจีนกำลังเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ปราชานธ์ ปรเมศวร รองบรรณาธิการแห่งเดอะ ดิโพลแม็ท ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งมุ่งเขียนประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย แสดงความเห็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูงของจีนเดินทางมาเยือนไทยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่าประเทศไทยกับจีนกำลังเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
เหตุผลเพราะการเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.อ.สวี่ฉีเลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23-27 เม.ย. นับเป็นการเดินทางเยือนไทยเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน อีกทั้งยังมีขึ้นท่ามกลางรายงานการเดินทางไปมาหาสู่กันของเจ้าหน้าที่ทางการทหารของทั้งสองฝ่ายหลายครั้งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ยิ่งไปกว่านั้น ปรเมศวรยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ปริมาณและความถี่ดังกล่าวยังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เกิดการรัฐประหารขึ้นในไทย อันเป็นชนวนให้เกิดรอยบาดหมางบนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐและชาติพันธมิตรของพญาอินทรี ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ไทยมุ่งหน้าหาจีนเพื่อแสดงให้สหรัฐและทั่วโลกเห็นว่ายังคงมีประเทศอื่นๆ ที่ยินดีคบค้าสมาคมกับไทย โดยไม่สนใจในระบอบการปกครองของประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างไทยกับจีนกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกลับดำเนินไปได้อย่างเชื่องช้ามากกว่าที่ตาเห็น
ทั้งนี้ รองบรรณาธิการเดอะ ดิโพลแม็ทได้ยกตัวอย่างกรณีการเดินทางเยือนของไทยล่าสุดของ พล.อ.อ.สวี่ฉีเลี่ยง ว่า ถึงจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อเพิ่มความร่วมมือทางการทหารของทั้งสองประเทศกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ของไทย แต่รายละเอียดของข้อตกลงก็ยังคงคลุมเครือ ไม่มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากเพียงพอ นอกจากทั้งสองฝ่ายจะเห็นร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลการขยายความร่วมมือด้านการทหาร ความมั่นคงและความปลอดภัยระหว่างกัน
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ขณะที่ไทยและจีนต่างเอาจริงเอาจังกับการยกระดับความสัมพันธ์ทางการไทย ทว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่มีการลงมือทำใดๆ และข้อเสนอที่ออกมาก็ล้วนเป็นประเด็นเดิมๆ และยังคงขาดแคลนรายละเอียด
ปรเมศวรได้ยกตัวอย่างกรณีที่ไทยกับจีนเห็นชอบที่จะให้มีการฝึกทางการทหารร่วมกัน และมีการรายงานข่าวอย่างครึกโครม กระนั้น หากจะให้การฝึกซ้อมร่วมของทหารทั้ง 3 เหล่าทัพแบบเต็มอัตราศึกก็ย่อมต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายปีกว่าจะสามารถลงมือฝึกซ้อมร่วมอย่างจริงจังได้
แน่นอนว่าระยะเวลาไม่กี่เดือนต่อจากนี้ สื่อและมวลชนทั้งหลายน่าจะทราบในรายละเอียดมากขึ้น แต่ ณ เวลานี้ ความสัมพันธ์ทางการทหารไทย-จีน ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป


