
ผจญภัยในวิปัสสนา
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
การปฏิบัติธรรมหลักสูตร 10 วันของ “โกเอ็นก้า” เป็นการผจญภัยที่ตื่นเต้น ดิฉันได้ประสบการณ์ล้ำค่า การอบรมจัดอย่างเป็นระบบมาก ทั้งการสอนในห้องปฏิบัติที่จะเล่าในวันนี้ กับการดูแลความเป็นอยู่ซึ่งจะเล่าในโอกาสต่อไป
ท่านโกเอ็นก้าสอนอานาปานสติโดยให้เฝ้าสังเกตลมหายใจในรูจมูก และเชื่อมโยงสู่ลมที่สัมผัสผิวหนังใต้จมูก ซึ่งถ้าหาจุดสังเกตที่หนึ่งไม่เจอก็ไปอีกที่ใกล้ๆ กันได้ ท่านบอกว่า ถ้านั่งๆ ไปแล้วจุดสังเกตหายก็ให้หายใจแรงๆ จากนั้นเริ่มสังเกตความรู้สึก หรือ “เวทนา” ที่บริเวณสามเหลี่ยมจากดั้งจมูกถึงเหนือริมฝีปาก พัฒนาความแหลมคมของจิตก่อนขยายไปทั่วผิวกาย โดยขยายขอบเขตและความลึกซึ้งที่ละขั้นๆ
ทั้งนี้ ให้รักษาความสงบนิ่งเป็นอุเบกขาไว้เสมอไม่ว่าจะพบกับความรู้สึกหรือความคิดใดๆ หากไม่เกิดความ “ชอบ” - “ชัง” ไม่อยากได้-ไม่ผละหนี ก็จะค่อยๆ คลายปมเก่าๆ ที่เราเคยปรุงแต่งมาแต่อดีต เป็นการชำระจิตให้บริสุทธิ์ มีอิสรภาพ มีพลัง และเป็นสุขอย่างแท้จริง
ก่อนวันสุดท้ายท่านบอกให้เริ่มดูอิริยาบถของตนเองระหว่างที่ไม่นั่งวิปัสสนา สังเกตเวทนาต่างๆ และมีสติว่าทำอะไรอยู่ เมื่อกลับบ้านแล้วให้หาเวลาฝึกวิปัสสนาทุกวัน เช้าและเย็น ครั้งละ 1 ชม. ซึ่งผู้เขียน (ยัง) ไม่ได้ทำ
การปฏิบัติตามที่อาจารย์สอน ทำให้เรารับรู้เวทนาได้รอบด้าน แทนที่จะเห็นแต่ความรู้สึกหนักๆ หยาบๆ ที่โดดเด่น ก็ได้เห็นความรู้สึกที่เบาละเอียดอ่อนซึ่งมีอยู่ทั่วกาย แต่ไม่เคยรับรู้
ได้รู้ชัดว่าเราสามารถ “หลบ” ความเจ็บปวดได้หากเพ่งความสนใจไปที่อื่นแม้อยู่ใกล้ๆ กัน เช่น ดิฉันปวดศีรษะมาก แต่ท่านโกเอ็นก้าบอกให้เพ่งความสนใจที่ผิวศีรษะ ดิฉันก็รู้สึกแต่ที่ผิวศีรษะ
ในธรรมบรรยายคืนแรก ท่านบอกว่า เราจะผ่าตัดจิต! ได้ยินแล้วเสียวไส้! แต่ใจสู้
เคยได้ยินมาก่อนว่า เมื่อเกิดอารมณ์ต่างๆ จะมีความรู้สึกทางกายควบคู่ไปด้วย ครั้งนี้ได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร อาทิ ความกลัว ความเบื่อ กระวนกระวาย ตื่นเต้นดีใจ คงมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เห็นหรือเห็นแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร กว่าจะรู้แต่ละอย่างก็ “งานเข้า” แต่ก็ปีติในความสนเท่ห์ของประสบการณ์
การผ่าตัดส่วนที่ลึกที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 7 ที่ตนเผชิญ “พายุอารมณ์” ความเจ็บปวดชนิดต่างๆ ทยอยกันผุดขึ้นมา เพราะไม่อุเบกขาจริง ยิ่งเพ่งแรงๆ หวังให้มันหายไปเหมือนวันแรกๆ ก็ยิ่งมาใหญ่ มาใหม่นับไม่ถ้วน
ใจคิดว่าอยากจะเลิกแล้ว ออกไปเดี๋ยวนั้นเลย แต่อีกใจก็อยากอยู่จนจบ อยาก “ชนะ” ในการนั่งรอบนั้น! ...กิเลสเต็มพิกัด! กว่าจะรู้ตัวและสงบสติอารมณ์ได้ก็สะบักสะบอมทีเดียว
หลังจากนั้นได้คุยกับอาจารย์ผู้ช่วยสอนพบว่า ตนพยายามมากเกินไป ช่างจัดการ ชอบประเมินผล และดูเหมือนจะข้ามขั้นไปเจาะเวทนาที่ลึก ซึ่งท่านไม่พูดถึงจนวันสุดท้าย และให้ทำในอนาคตเมื่อปฏิบัติได้แคล่วคล่องแล้วกับเวทนาที่ผิว
จากนั้นก็ปล่อยวาง ยอมรับเวทนาต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไข ปรากฏว่าแม้ดูอยู่ห่างๆ ความเจ็บปวดต่างๆ ก็หายไปเองได้ อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องดูจนมันหายไปก็ได้ (เผื่อจะนานมาก?!?) ถ้าเจ็บปวดมากก็ให้หลบไปสังเกตลมหายใจ หรือไปดูเวทนาที่มือซึ่งสังเกตได้ง่าย
เวลาที่รู้สึกว่ายากจัง ทำให้คิดว่า “บำเพ็ญเพียร” เป็นอย่างนี้เอง เวลารู้สึกว่าดีจัง ก็นึกถึงญาติมิตรที่น่าจะได้ประโยชน์จากการมาฝึกวิปัสสนา พอรู้ตัวว่าฟุ้งซ่านทั้งคิดลบคิดบวก ก็จะเตือนสติตัวเองด้วยคำว่า “อุเบกขา” ท่านโกเอ็นก้าเน้นเรื่อง “อนิจจัง” เป็นเหตุให้เราปลง สำหรับดิฉันคำของท่านพุทธทาสจะผุดขึ้นมาด้วยว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง”
ในวันที่ 9 เกิดนึกถึงคนกลุ่มคนที่สร้างกระแสบิดเบือนเรื่องพลังงานขึ้นมา ก็ได้อัศจรรย์ใจที่จิตเราเป็นอุเบกขา! ไม่เป็นปรปักษ์ ไม่คับแค้นเหมือนเคย แต่อุเบกขานี้ก็เป็นอนิจจัง ต้องฝึกจิตบ่อยๆ
ท่านโกเอ็นก้าเริ่มสอนแผ่เมตตาในเช้าวันที่ 10 ให้จับความรู้สึกส่วนที่เบาละเอียดอ่อนที่มีอยู่ในกายก่อน แล้วจึงเพ่งแผ่ความรักความปรารถนาดีออกไปจากส่วนนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่มีพลังมาก ได้สื่อสาร 2 ทางเป็นครั้งแรก ทั้งแผ่ออกไปและได้รับจากผู้อื่น ช่วงที่มีเสียงอาจารย์สวดบาลีพร้อมๆ กับเทปท่านโกเอ็นก้า กายของดิฉันสะท้านสะอื้นไปด้วยปีติ
อัศจรรย์ที่สุดคือ หลังการแผ่เมตตารอบถัดไปซึ่งเป็นกลางวันแสกๆ ทุกคนเดินมาที่ประตูเพื่อออกจากศาลา เมื่อใกล้ถึงดิฉันรู้สึกว่ามวลบรรยากาศเริ่มหนาแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเป็นกระแสระยิบระยับ! แน่นจนต้องมองหน้าคนอื่น และได้สบตากับคนที่สนเท่ห์เช่นเดียวกัน พอพ้นประตูเดินห่างกันออกไปบรรยากาศก็เจือจางลงเป็นปกติ
วิเศษ! เหนือความคาดหมาย ...และก็อนิจจัง! การนั่งรอบต่อไปไม่มีอะไรพิเศษ แต่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเราอีก
การผจญภัย 10 วันนี้เข้มข้น หลากหลาย ล้ำค่า ทำอย่างไรจะต่อยอดให้ปฏิบัติได้ต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่นที่เราข้องเกี่ยว ถ้าปฏิบัติกันเยอะๆ สังคมจะเป็นอย่างไร?
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







