posttoday
เอ็นพีแอลแบงก์ กดดันเศรษฐกิจไทยทรุด

เอ็นพีแอลแบงก์ กดดันเศรษฐกิจไทยทรุด

28 เมษายน 2558

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุดว่า ไตรมาสแรกปีนี้สถาบันการเงินทั้งระบบที่ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานล่าสุดว่า ไตรมาสแรกปีนี้สถาบันการเงินทั้งระบบที่ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ สาขาธนาคารต่างประเทศ บริษัทเงินทุน กิจการวิเทศธนกิจ บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ (บค.) มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังไม่หักกันสำรอง (Gross NPL) จำนวน 2.99 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.29% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2.1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.56%

ขณะที่เอ็นพีแอลที่มีการกันสำรองแล้ว (Net NPL) มีจำนวน 1.49 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.15% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 8.01%

ข้อที่น่าสังเกตคือ แม้ Gross NPL และ Net NPL จะมีจำนวนเพิ่มไม่มาก คือ 2.1 หมื่นล้านบาท และ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ แต่อัตราการเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้ากลับสูงถึง 7.56% และ 8.01% ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า พบว่า ไตรมาสแรกปีนี้มี Gross NPL เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 19,885 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.42% ขณะที่มี Net NPL เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15,973 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12%

ถือว่าทั้งสองส่วนมีอัตราการเพิ่มของเอ็นพีแอลในปีนี้ที่ไม่น้อยทีเดียว

ด้านธนาคารของรัฐ วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ได้ออกมาระบุแล้วว่า ได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจควบคุมคุณภาพสินเชื่อใหม่ หลังจากสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารรัฐมีเอ็นพีแอลทั้งระบบ 2.01 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 5.4% ของสินเชื่อรวม ถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับระบบธนาคารพาณิชย์ และยังมีหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน (SM) อีกประมาณ 1.23 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.3% ของสินเชื่อรวม

และแม้ว่าจะมีการหักเอ็นพีแอลของไอแบงก์ที่มีสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท หรือ 1 ใน 4 ของเอ็นพีแอลทั้งหมดของแบงก์รัฐ แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลที่เหลือก็ยังอยู่ในระดับ 3% ของสินเชื่อรวม

แสดงให้เห็นถึงว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่ตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ท่ามกลางหนี้เสียที่ท่วมท้นอยู่นั้น ธนาคารรัฐคงมีศักยภาพทำได้ได้อย่างเต็มที่นัก

สำหรับธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่งนั้น เอ็นพีแอลที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้แต่ละธนาคารต้องกันกำไรที่ได้มาใช้ในการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูงเพิ่มขึ้นตาม โดยคาดว่าทั้งระบบจะมีการกันสำรองเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ขณะที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง คือทั้งระบบอยู่ที่ 14-15%

นอกจากนี้ เมื่อดูด้านสินเชื่อจะพบว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ระบบธนาคารพาณิชย์มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2558 จำนวน 10.132 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 5.15 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนเพียง 3.7% เท่านั้น

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเริ่มตระหนักแล้วว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่มีแววจะฟื้นตัวได้อย่างคาดหวังไว้ หลายแห่งจึงปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ พร้อมทั้งปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อลง เพราะลูกค้าทั้งลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ต่างชะลอการกู้เงินใหม่เพื่อขยายการลงทุน ส่วนมากมักจะใช้เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน ประคับประคองกิจการให้ผ่านช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซานี้ไปก่อน

นอกจากการปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้น และยังคงเป้าหมายรายได้และกำไรไว้เหมือนเดิม ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายแห่ง เริ่มหันไปหารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมากขึ้นแทนการปล่อยสินเชื่อ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ ธนาคารพาณิชย์จะยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ จากปัญหาจำนวนสินเชื่อตกชั้นและภาระการกันสำรองหนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้แม้สินเชื่อจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก แต่คงไม่มากนัก

เช่นเดียวกับ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่เห็นว่านับจากไตรมาส 2 เป็นต้นไป แต่ละธนาคารจะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ยอดสินเชื่อเพิ่มไม่มาก ขณะที่ลูกค้าเองก็ต้องวางแผนการผลิตใหม่ จากเดิมที่เคยวางแผนทุกไตรมาส เวลานี้ต้องวางแผนกันเดือนต่อเดือน ฉะนั้นยอดการใช้สินเชื่อจึงอาจจะไม่มากนัก

ด้านนายธนาคารใหญ่ บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ที่เผชิญกับปัญหาเอ็นพีแอลเช่นกัน เห็นว่าธนาคารกสิกรต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจขณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น แม้จะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

บัณฑูร ระบุว่า เมื่อสินเชื่อเติบโตแผ่วลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ก็ทำให้เอ็นพีแอลทั้งระบบที่วัดกันที่ตัวหาร คือฐานเงินกู้ เมื่อฐานเงินกู้ไม่เติบโต สัดส่วนเอ็นพีแอลจึงสูงขึ้น เป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจที่ไม่ได้เติบโตเร็ว จึงต้องปรับตัวตามสภาพความเป็นจริง

“เป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเองก็ต้องมีความคิดริเริ่มและเกิดการร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สินค้าไทยสามารถขายได้สะดวกขึ้น” บัณฑูร กล่าว

ขณะเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารของรัฐขนาดไม่เล็กก็ประสบปัญหาเอ็นพีแอลไม่น้อย ทำให้ไม่สามารถเป็นแขนขาของรัฐในการปล่อยสินเชื่อได้เหมือนปกติ โดยข้อมูลจาก ธนเดช รังษีธนานนท์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ที่เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ธนาคารกรุงไทยยังมีสัญญาณให้ต้องระวังปัญหาเอ็นพีแอล เนื่องจากมีลูกค้าเริ่มผิดชำระหนี้มากขึ้น มาจากกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอ็มเอ็มอี นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทยยังพบว่า ลูกหนี้ที่ค้างชำระ 1-3 เดือนเพิ่มขึ้นสูง ทำให้ไตรมาส 2 ธนาคารกรุงไทยอาจต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เพราะเอ็นพีแอลมีความเสี่ยงขึ้น

ส่วนธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กยิ่งต้องรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อ หลังจากเจอปัญหาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า และยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กจะเน้นสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่หดตัวชัดเจน ท่ามกลางเอ็นพีแอลที่ยังพุ่งไม่หยุด

การที่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลไกหลักกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการปล่อยสินเชื่อประสบปัญหาเอ็นพีแอลพุ่งสูงขึ้นอย่างถ้วนหน้า จากเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้นับจากไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นไป ธนาคารพาณิชย์คงต้องมัวสาละวนอยู่กับการดูแล และระมัดระวังเอ็นพีแอลที่มีอยู่ไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่ต้องการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงตามหนี้เอ็นพีแอลที่ขยับขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็คงอาศัยธนาคารของรัฐให้ปล่อยสินเชื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ความหวังของเศรษฐกิจไทยขณะนี้จะพุ่งตรงไปที่การลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ที่จนถึงบัดนี้ยังไร้วี่แววความคืบหน้าใดๆ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์