posttoday
รื้อองค์กรสืบทอดอำนาจ ล้างรอยด่างรธน.

รื้อองค์กรสืบทอดอำนาจ ล้างรอยด่างรธน.

28 เมษายน 2558

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแบบมาราธอน 7 วัน 7 คืนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแบบมาราธอน 7 วัน 7 คืนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แม้การซักฟอกในรอบแรกที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากจะไม่มีการลงมติโดย สปช. แต่ก็เล่นเอา “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องปาดเหงื่อออกแรงตอบให้สมาชิก สปช.เข้าใจอยู่ไม่น้อย

ขั้นตอนต่อจากนี้จะเข้าสู่การให้สมาชิก สปช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยื่นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเวลา 30 วัน โดยจะมีเวลาถึงวันที่ 25 พ.ค.

จากนั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีเวลาอีก 60 วัน จนถึงวันที่ 23 ก.ค.ในการพิจารณาคำขอแก้ไขดังกล่าวว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็บรรจุเข้าไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วยคำขอแก้ไขจาก สปช. ครม.และ คสช.ก็ต้องตกไป ก่อนส่งให้ สปช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ไม่เกินวันที่ 6 ส.ค.

กระบวนการนับตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.เป็นต้นมานั้น ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายสำคัญของการต่อสู้กันทางความคิดระหว่างฝ่าย ได้แก่ 1.คณะ กมธ.ยกร่างฯ 2.สมาชิก สปช. และ 3.ครม.+คสช. ใครแพ้พลาดหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ จะไม่มีโอกาสต่อสู้ได้อีก จึงทำให้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ทำให้แม่น้ำ 4 สายนี้มีความไหลเชี่ยวมากขึ้น

แน่นอนว่ามีประเด็นที่หลายฝ่ายเตรียมขอให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไข เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สั้นลงและกระชับมากขึ้น อาทิ ที่มาของนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้ง สส. และกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. เนื่องจากเห็นว่าหากนำไปใช้ปฏิบัติจริงอาจจะไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน และมีผลให้สถานะของนายกฯ คนนอกและ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมมีปัญหาได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดและมีแนวโน้มสูงที่จะถูกแก้ไขในสาระสำคัญ คือ เนื้อหาในภาคการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง

จากการอภิปรายของสมาชิก สปช.ตลอดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในภาคนี้

ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าจะช่วยให้การปฏิรูปประเทศในอนาคตมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ซ้ำรอยเหมือนกับเมื่อครั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เสร็จสิ้น จนนำไปสู่การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายเนื้อหาที่ดีๆ หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญไม่ได้ถูกนำไปใช้

ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นไม่ได้คัดค้านเรื่องการกำหนดแนวทางที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป แต่เห็นแย้งกับเครื่องมือที่นำมาใช้ผลักดันการปฏิรูปประเทศมากกว่า

เครื่องมือที่ว่านั้น คือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ

คณะ กมธ.ยกร่างฯ บันทึกเจตนารมณ์ของการให้มีทั้งสององค์กรเอาไว้พอสังเขปว่า “เป็นการสืบสานภารกิจการปฏิรูปที่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการให้การปฏิรูปประเทศบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย”

ทุกฝ่ายต่างทราบดีว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องสำคัญ แต่เมื่อกลไกของการปฏิรูปไม่มีความเหมาะสมอาจนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต หลังจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดสัดส่วนของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวในลักษณะที่ทำให้ถูกมองว่าอาจเป็นการสืบทอดอำนาจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของที่มาของสภาขับเคลื่อนฯ จำนวน 120 คน ซึ่งบัญญัติให้มาจาก สปช. 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 30 คน ส่วนที่เหลืออีก 30 คนมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ และที่สำคัญสภาชุดนี้ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ จำนวน 15 คนด้วย

ทั้งนี้ มีอำนาจที่สำคัญ เช่น การทำข้อเสนอให้รัฐสภา ครม. หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องสร้างความเป็นธรรมได้ด้านต่างๆ โดย ครม.มีหน้าที่ดำเนินการตามข้อเสนอและสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ

กว่าที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะคลอดพิมพ์เขียวสภาขับเคลื่อนฯ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ออกได้อย่างที่เห็น ต้องเรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็น เพราะเกิดวิวาทะทางความคิดกันหนักหน่วง หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดการถกเถียงหนีไม่พ้นเรื่องการสืบทอดอำนาจแบบใหม่ผ่านการมีสององค์กรดังกล่าว

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหากจะให้มีสภาขับเคลื่อนฯ ขึ้นมาก็ควรตัดหรือลดสัดส่วนของสมาชิก สปช.และ สนช.ลง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะที่สภาขับเคลื่อนจะถูกชี้นำโดยบุคคลที่มาจากอำนาจของทหาร และควรให้รัฐบาลใหม่ในอนาคตสามารถทำงานได้อย่างมีอิสระ

ส่วน กมธ.ยกร่างฯ อีกฝ่ายมองในเชิงกลับกันว่า หัวใจของการปฏิรูปประเทศอยู่ที่ความต่อเนื่อง และในเมื่อแม่น้ำ 5 สายไม่สามารถอยู่เกินกว่าโรดแมปที่ คสช.กำหนดไว้ได้ ก็ควรให้ สปช.และ สนช.ในฐานะที่ทำงานปฏิรูปมาก่อนเข้ามาทำหน้าที่สานต่อภารกิจให้เสร็จสิ้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่สุดแล้วคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยอมแก้ไขบทบัญญัตินี้อย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ และไม่ต้องการสร้างแรงเสียดทานทางการเมืองใหม่ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น หลังจากมีสมาชิก สปช.จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนมาในรอบแรก

เหลือเพียงแต่เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ปรับแก้แล้วจะช่วยให้ข้อครหาที่ว่าด้วยการสืบทอดอำนาจลดลงหรือไม่เท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล