
ท่วงทำนองที่ ‘งดงาม’ บนความแตกต่างของ ‘มนุษย์’
“ชีวิตจะงดงาม ... ถ้าเคารพธรรมชาติ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์”
“ชีวิตจะงดงาม ... ถ้าเคารพธรรมชาติ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์”
สำหรับผู้มาเยือนซึ่งเป็น “คนนอก” อย่างผมแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของอดีตครูดอยวัย 60 ครูตี๋-นิวัฒน์ ร้อยแก้ว แวบแรกคงไม่มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าชุดคำพูดสวยหรู-ปรัชญานามธรรม ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประกอบบทสนทนาให้ดูลุ่มลึกน่าสนเท่ห์, ผมคิดเช่นนั้น
แต่แล้วหัวใจซึ่งรอนแรมไกลมาร่วม 900 กิโลเมตร ก็ได้ประจักษ์แก่ตัวเองถึงความงดงามของชีวิต แม้จะมีโอกาสได้สัมผัสกับวิถี “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม
โรงเรียนแห่งนี้ “ครูตี๋” สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิต-เป็นโรงเรียนที่มุ่งสอนให้มนุษย์สมบูรณ์พร้อมในความเป็น “มนุษย์”
ปัจจุบันโฮงเฮียนแม่น้ำของมีสมาชิกอยู่ร่วมกัน 5-6 ชีวิต แต่ละชีวิตมีอิสระที่จะเลือก-ที่จะคิด ที่จะปฏิบัติตัวตามแต่ “เจตจำนงเสรี” ของใครจะนำพาไป หากแต่ทุกคนจะมีสิ่งหนึ่งผูกโยงความเป็นปัจเจกเข้าด้วยกัน
“ครูตี๋” เรียกสิ่งนั้นว่า “หน้าที่”
“ความแตกต่างเป็นสิ่งที่งดงาม พื้นที่แห่งนี้เลยต้องการความแตกต่าง แต่ความแตกต่างเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกันได้ก็เพราะมีหน้าที่คอยยึดโยง ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทุกอย่างมันก็จะไปได้” ชายร่างผอมผมยาวทิ้งตรงถึงกลางหลังยิ้ม แล้วกล่าวกับผม
“เราเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน มนุษย์ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน มันถึงจะเกิดเป็นความรู้”
รูปธรรมจากที่ “ครูตี๋” พูด จับต้องได้ทันทีใน “มื้อเย็น” ของวันนั้น ชายวัยกลางคน 3-4 คน ช่วยกันทำกับข้าวอย่างขะมักเขม้น
“คนที่นี่ทำกับข้าวเป็นทุกคนเลยเหรอครับ” ผมถาม ... “ใช่” ชายคนหนึ่งตอบ “เราช่วยกัน” เขากล่าวราบเรียบ
สิ่งที่ผมเห็นก็คือชายคนแรกกำลังก่อไฟ ชายอีกคนแยกตัวไปเตรียมข้าวเหนียวสำหรับนำมานึ่ง ส่วนชายคนที่สามฉวยมีดมาสับเนื้อหมูก่อนจะเอาไปหมักเตรียมย่าง
“ครูตี๋” อธิบายว่า ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ และมนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันเพื่อเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ฉะนั้นทุกกิจกรรมในโฮงเฮียนแม่น้ำของทุกคนต้องมีส่วนร่วม ต้องช่วยกัน คือถ้าคนหนึ่งทำอะไรอยู่ คนที่เหลือจะต้องเข้าไปช่วย เข้าไปเสริม เพื่อให้ภารกิจนั้นๆ สำเร็จ
“ครูจะไม่แบ่งงานกันทำเป็นด้านๆ ไม่ใช่คนหนึ่งทำกับข้าวอย่างเดียว อีกคนหนึ่งทำงานไม้อย่างเดียว เพราะนั่นไม่ใช่วิถีของมนุษย์ มนุษย์ต้องเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานทดแทนกันได้ทุกหน้าที่ ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำกับข้าวเป็นทั้งหมด ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำงานไม้เป็นทั้งหมด” ครูตี๋อธิบายเพิ่ม
ตลอดระยะเวลา 5 วัน ที่หัวใจของผมฝังอยู่ริมแม่น้ำโขง ผมพอจะจับต้องอีกหลักการใหญ่ของ “ครูตี๋” ได้ นั่นก็คือ กฎระเบียบหรือข้อจำกัดใดๆ ไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขเพื่อลิดรอน-บั่นทอน “จิตวิญญาณเสรี” ของมนุษย์
“กว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย มนุษย์จึงควรมีจิตวิญญาณที่เสรี” ครูตี๋ กล่าวลอยๆ แน่นอนว่าแรกทีเดียวผมไม่เข้าใจ
จนกระทั่งค่ำวันนั้น ตัวอย่างหนึ่งก็ชัดแจ้งในวิธีคิด ...
บรรยากาศริมโขงราวกับมนต์สะกด เบื้องบนสายลมโชยผ่าน เบื้องล่างสายน้ำไหลเอื่อย มีเรือเล็กล่องลำแล้วลำเล่า ผมนั่งห้อยขาอยู่ในตูบไม้ไผ่ เผาอารมณ์อย่างผ่อนคลายชนิดไม่เคยรู้สึก
“สบายสินะ” ใครบางคนทักขึ้น ก่อนจะมุดเข้ามานั่งประชิดตัวผม “คืนนี้จะนอนตรงนี้เลยก็ได้นะ” เขาเชิญชวนจากใจจริง
“แล้วปกติใครนอนที่ตรงนี้เหรอครับ” ผมถาม ... “ใครก็ได้” ชายคนนี้ยิ้ม “ทุกคนสามารถมานอนตรงนี้ หรือที่ไหนก็ได้ แล้วแต่เลย” เขาบอก
ชายวัยกลางคนผู้นี้คงจะทราบว่าผมยังไม่สิ้นสงสัย จึงอธิบายต่อไปว่า โฮงเฮียนแม่น้ำของนอนได้หลายที่ มีตูบ 2 หลัง มีแคร่ซึ่งมีหลังคามิดชิด มีเรือนไม้ 2 ชั้น ซึ่งแต่ละที่จะไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือยึดครองเป็นที่ประจำ ใครใคร่นอนที่ไหนก็นอนได้เลย ถ้ารู้สึกว่าสบาย
“อย่าให้กฎเกณฑ์มาบังคับเราว่าจะต้องนอนเฉพาะในที่ประจำของตัวเองเท่านั้น คือถ้าบรรยากาศมันกำลังดี ทุกอย่างกำลังเหมาะ รู้สึกว่ากำลังมีความสุข แล้วต้องการจะนอน ก็ให้ล้มตัวนอนลงไปเลย เพราะถ้าต้องคอยลุกเดินไปนอนในที่ประจำของเรา เราอาจจะหลุดออกจากห้วงความสุข-ห้วงความรู้สึกนั้นๆ ก็เป็นได้...”
“อย่าให้กฎเกณฑ์มากัดกร่อนจิตวิญญาณเสรีของเรา” เขาสรุปคำอธิบาย
“ครูตี๋” บอกกับผมในช่วงค่ำว่า การนอนก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ เหมือนพระธุดงค์ก็ต้องเปลี่ยนที่นอนตลอด ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของก็เหมือนสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรม เรามีกิจวัตร มีการช่วยเหลือ เคารพความงดงามของชีวิต เคารพความเป็นปัจเจกของมนุษย์ ไม่เบียดเบียนกันเอง ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ
“การเป็นพระนี่ยิ่งใหญ่มากนะ ครูและคนที่นี่ยังเป็นไม่ได้ เราเลยแค่อยากจะฝึกตัวเองให้เป็นมนุษย์ในขั้นที่อยู่ก่อนจะเป็นพระ และใช้ชีวิตให้งดงาม” อดีตครูดอยรายนี้กล่าวชัด
ทุกวันนี้ “ครูตี๋” เป็นประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการอนุรักษ์ลำน้ำโขง และเป็นผู้เสนอโมเดล “1 เมือง 2 แบบ” แนวคิดการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้
ผมเดินทางกลับจากเชียงของพร้อม “หัวใจที่เกิดใหม่” ... เป็นหัวใจที่ศรัทธาในความแตกต่าง เคารพความงดงามและความเป็นปัจเจกของมนุษย์
มาตรว่าความแตกต่างคือความปกติ และในเมื่อความปกติคือความสุข ... ใช่หรือไม่ว่าความสุขย่อมเกิดขึ้นได้จากความแตกต่าง
อย่าพยายามเปลี่ยนใครให้เป็นเหมือนเรา







