
แล้วเราก็รักกันได้แค่นี้!
เหตุผลที่ได้ยินเสมอของการหย่าร้างก็คือ “เข้ากันไม่ได้”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
เหตุผลที่ได้ยินเสมอของการหย่าร้างก็คือ “เข้ากันไม่ได้”
คล้ายๆ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญนี้จะไม่สำเร็จก็คือ “ไม่ลงรอยกัน”
ผู้เขียนได้เขียนไว้ในคอลัมน์นี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มี.ค.เดือนก่อนนี้ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งความขัดแย้งระหว่างผู้มีส่วนร่วมในการร่าง เนื้อหาที่จะนำมาร่าง และการที่จะนำร่างให้มีผลนำไปใช้ โดยได้เตือนไว้ในตอนท้ายด้วยข้อมูลของฝ่ายที่ “กระเหี้ยนกระหือรือ” อยากให้มีการเลือกตั้งโดยไวว่า “เลือกตั้งเข้ามา ตรูจะแก้รัฐธรรมนูญก่อนเลย” รวมถึงเหตุผลของคนกลุ่มนี้ที่ไม่ยอมปรองดอง เพราะ “ประชาธิปไตยต้องมีความขัดแย้ง”
บทความนี้เขียนขึ้นในระหว่างที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ กำลังอภิปราย “วิพากษ์” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ใช้ “หัวชนฝา” ร่างออกมาจนได้ ซึ่งเริ่มต้นอภิปรายมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 และจะจบลงในวันนี้ (แต่บางท่านบอกว่าอาจจะจบลงก่อนเพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด เพราะระหว่างที่เขียนบทความนี้ในเย็นวันพฤหัสบดีก็พูดไปได้ค่อนฉบับแล้ว) ตอนแรกสื่อทั้งหลายก็พยายาม “สร้าง” บรรยากาศให้ดูคึกคัก ด้วยการพยากรณ์ว่าจะอภิปรายกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านแตกหัก ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม และ คสช.อาจจะเอาไม่อยู่
ผู้เขียนได้ให้สัมภาษณ์ฟรีทีวีช่อง อสมท ในวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. แล้วในวันจันทร์กับวันอังคารที่ผ่านมาก็ได้ไปออกรายการทีวีดาวเทียมอีก 2 ช่อง มีคำถามคล้ายๆ กันว่า “มีอะไรน่าเป็นห่วงในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้หรือไม่” ผู้เขียนขอนำความเห็นทั้งหมดมาประมวลรวมอธิบายตรงนี้อีกที เพื่อชี้ให้เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มี “ความน่าเป็นห่วง” ในเรื่องใดบ้าง
เรื่องแรกก็คือ “บรรยากาศในการร่าง” ที่ดูวุ่นวายสับสน เริ่มต้นสาธารณชนต่างก็คิดว่า คสช.น่าจะ “คุมเกม” หรือ “ปักธง” อะไรบางอย่างให้เป็นที่สบายใจ แต่ คสช.กลับบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ รับผิดชอบเอาไปทำ ในขณะที่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 บอกให้ต้องฟังข้อเสนอของ สปช. แต่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านกลับร่างไปอย่างทะลุ่มทุมทุย ที่สุดก่อนที่จะเสนอให้ สปช.ชำแหละในช่วงสัปดาห์นี้ ก่อนวันสงกรานต์ คสช.ต้องเรียกประชุมแม่น้ำ 5 สายติดๆ กันถึง 2 ครั้ง จากความดุเดือดที่คาดว่าจะเกิด ก็กลายมาเป็น “ถ้อยทีถ้อยอาศัย” อย่างที่เห็น กระทั่งเชื่อกันว่าก่อนที่จะเป็นร่างฉบับสมบูรณ์อาจจะมีการแก้รายละเอียดต่างๆ อย่างมากมาย รวมทั้งหลักการต่างๆ หลายเรื่อง แม้คณะยกร่างฯท่านเคยยืนยันอย่างท้าทายว่า “ไม่แก้”
เรื่องต่อมา “การมีส่วนร่วมในการร่าง” ที่มีแต่ความยอกย้อนวุ่นวายแต่ไร้ค่า ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับบรรยากาศในการร่างนั้นด้วย ท่านที่เป็นคอการเมืองคงจะจำได้ว่า หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ คสช. ก็ได้ให้มีการรับฟังความเห็นจากบุคคลกลุ่มต่างๆ โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน ซึ่งก็มีการ “ตกผลึก” ความเห็นต่างๆ แล้วจำนวนหนึ่ง จากนั้นเมื่อมี สปช.แล้วก็มีการออกไปทำ “โฟกัสกรุ๊ป” ก็ได้ความเห็นออกมาอีกหลายเข่งใหญ่ๆ รวมถึงตอนนี้ที่
กำลังจะเสนอร่างฉบับเต็มให้ คสช. กับ ครม.ตรวจสอบต่อไปหลังการอภิปรายของ สปช.ในวันจันทร์ที่ 27 นี้ ก็ยังมีการเปิดให้ประชาชนส่งความเห็น (เพื่อพระแสงอะไรก็ไม่ทราบ) เข้ามาอีก
เรื่องสุดท้ายและเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ก็คือ “เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ” ซึ่งผู้เขียนได้สรุป (ที่ คสช.ท่านบอกว่าอย่าสร้างวาทกรรมให้ขัดแย้ง แต่มันก็อดไม่ได้ เพราะในฐานะที่สอนรัฐศาสตร์ก็อยากจะแสดงความเห็นโดยสุจริตใจไม่ให้ “นิติเชี่ยน” ทั้งหลายพาประเทศไทยเข้ารกเข้าพง) ในการให้สัมภาษณ์นั้นว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ กำลังสร้างระบอบใหม่ที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภาเป็นใหญ่ แต่สร้าง “ศักดินายุคใหม่” (ซึ่งในการอภิปรายของ สปช. เมื่อวันที่ 22 นี้ มีคนเรียกว่า “ระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่” เป็นเหตุให้ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องออกมาชี้แจงอย่างแข็งขัน หลังจากที่สงบเงียบมา 2 วัน) คือการควบคุมราษฎรโดยชนชั้นนำ
ในมาตรา 26 ของฉบับยกร่างกำหนดให้คนไทยต้อง “ยกระดับ” สู่ความเป็นพลเมือง (มีการ “อวย” กันในหมู่ผู้ยกร่างว่านี่คือนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่เคยเปลี่ยนราษฎรมาเป็นประชาชน และในปี 2558 นี้ได้ยกระดับให้เป็น “พลเมือง” ที่ก็ต้องถามกันต่อไปว่า “So what?” หรือที่คนอีสานอย่างผู้เขียนเว้ากันว่า “มันอิหยังน้อ”) โดยที่ผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นเรื่อง เอ๊ย เป็นสาระก็คือในวรรค 3 ของมาตรานี้ ที่เขียนไว้ว่า
“รัฐมีหน้าที่ปลูกฝังให้พลเมืองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีค่านิยมประชาธิปไตย ตลอดจนจัดให้มีการศึกษาอบรมในทุกระดับ ทุกประเภท และทุกกลุ่มอายุ เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองตามมาตรานี้”
นี่มันคือ “Guided Democracy” หรือ “ประชาธิปไตยภายใต้การกำกับชี้นำของรัฐ” ชัดๆ ซึ่งแนวคิดและวิธีการแบบนี้เคยนำมาใช้ในประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเช่น ปากีสถาน อินโดนีเซีย พม่า รวมถึงสิงคโปร์ที่แยกตัวออกมาจากมาเลเซีย แล้วนี้ล่ะหรือคือความก้าวหน้าอย่างที่คณะผู้ยกร่างภูมิใจนำเสนอว่าเป็น “นวัตกรรม”
มาตรานี้มาเชื่อมโยงกับการสร้างหรือ “จัดตั้ง” องค์กรต่างๆ รวม 11 คณะที่อ้างว่าจะมาทำหน้าที่ในภาคส่วนต่างๆ ของความเป็นพลเมือง เป็นการสืบเนื่องความล้มเหลวของภาคประชาชนที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่ครั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มันไม่สำเร็จเพราะประชาชนไม่ออกมาร่วมใช้สิทธิและอำนาจดังกล่าว มาใน พ.ศ.นี้จึงมา “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ด้วยการปรับกระบวนการให้มี “ชนชั้นนำ” เข้ามาควบคุมในองค์กรเหล่านี้ โดยให้พลเมืองที่จับมาใส่เสื้อผ้าอย่างโก้หรูนั้นเป็น “ตลกตามพระ” แล้วชนชั้นนำก็จะ “เป็นพระเอก” จับให้พลเมืองหันซ้ายหันขวา
ผู้เขียนเคยเสนอแนะมาโดยตลอดว่าทำไมเราจึงไม่ยอมรับความจริงที่ว่า คนไทยไม่ใช่คนเรื่องมาก คนไทยไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น คนไทยชอบที่จะให้ใครก็ได้ที่ “พึ่งได้ใจถึง” มาคุ้มครองดูแลเขา และที่สำคัญเมื่อไหร่จะยอมรับเสียทีว่า ใครจะมาปกครองก็ได้ขอแต่ทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีมีความสุข การที่จะมาบังคับให้คนไทยต้องเป็นพลเมืองและมีภาระรับผิดชอบมากมายน่าจะกลับไปสู่วังวนเดิม เพราะไทยนั้นคือ Independence ไม่ยอมใครง่ายๆ หรอกครับ
อย่าหลอกใช้พลเมืองให้ “ท่านๆ” ไปเสวยสุขในตำแหน่งต่างๆ อีกเลย







