บวรศักดิ์รับข้อทักท้วงพร้อมปรับแก้ร่างรธน.มาตรา173
"บวรศักดิ์" รับข้อทักท้วง "สมบัติ" ยอมแก้ มาตรา 173 ยันนายกฯคนนอก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 เท่านั้น
"บวรศักดิ์" รับข้อทักท้วง "สมบัติ" ยอมแก้ มาตรา 173 ยันนายกฯคนนอก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 เท่านั้น
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เวลา 17.30 น. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงข้อสังเกตและข้อซักถามของสมาชิก สปช. ดังนี้
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า คณะกมธ.ยกร่างฯ ได้วางหลักการเกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรีตามหลักประชาธิปไตยและสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทย โดยนายกฯ จะต้องผ่านกระบวนการอย่างน้อย 2 ล็อค ได้แก่ ล็อคที่ 1 คือ มาตรา 172 สภาฯ จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเรียกประชุมสภาฯ ครั้งแรก และบทบัญญัติใน วรรค 3 ของมาตราเดียวกัน ที่บัญญัติให้มติของสภาฯ ที่เห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกฯ จะต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ สส. ที่มีอยู่ในสภาฯ แต่กรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็น สส. จะต้องอาศัยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ สส. ที่มีอยู่ในสภาฯ
การลงมติจะต้องกระทำโดยเปิดเผย และ ล็อคที่ 2 คือ มาตรา 171 วรรค 2 บัญญัติให้ประธานสภาฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ ซึ่งประธานสภาฯ คือประธานรัฐสภา และเป็นบุคคลที่มาจากพรรคที่ได้เสียงมากในสภาฯ ฉะนั้นตนเชื่อว่า สส. 450 คน ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะไม่เลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ แน่
ทั้งนี้สมาชิก สปช. คงระลึกได้ว่าการเลือกคณะกมธ.ยกร่างฯ จาก สปช. 20 คน ที่ตนและนายอลงกรณ์ พลบุตร เสนอให้นำคู่ขัดแย้งเข้าร่วม 5 คน เมื่อลงมติแล้วปรากฏว่าเสียงข้างมากให้คณะกมธ.ยกร่างฯ ส่วนของ สปช. มาจาก สปช. ทั้งหมด คำถามที่ตามมาคือแล้วการเลือกนายกฯ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมือง จะเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ โอกาสเป็นไปได้แค่ไหน ฉะนั้นคำถามเกี่ยวกับที่มานายกฯ จึงไม่ควรมาถามคณะกมธ.ยกร่างฯ แต่ต้องถาม สส. 450 คน ว่าจะเอาคนนอกมาเป็นนายกฯ หรือไม่
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า คณะกมธ.ยกร่างฯ รู้ว่าแผลจากเหตุการณ์ ปี 35 ยังคงมีอยู่ แต่การรัฐประหารใน ปี 49 และวันที่ 22 พ.ค. ปี 57 เป็นแผลที่สดกว่า ดังนั้นจึงตัดสินใจร่างหลักการที่มาของนายกฯ ไว้ดังข้างต้น แต่เมื่อเกิดการวิจารณ์จึงได้บัญญัติเพิ่มเติมในสถานการณ์ไม่ปกติหาก สส. จะเลือกคนนอกมาเป็นนายกฯ จะต้องอาศัยเสียง 2 ใน 3 ซึ่งเหตุที่ไม่บัญญัติสาระเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤต เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนในการตีความคำว่า "วิกฤต" ซึ่งจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกชั้นหนึ่ง
"ถ้าไม่เขียนสิจะเกิดจุดเสี่ยง เพราะจะไปพึ่งมาตรา 7 หรือเลิกใช้รัฐธรรมนูญ เราก็เลยบอกว่าอย่าให้ถึงขั้นนั้นเลย เปิดช่องเอาไว้ " ศ. บวรศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ข้อทักท้วงของ ศ. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. เป็นข้อทักท้วงที่ตนจะนำไปปรับปรุงในมาตรา 173 ซึ่งมีข้อสังเกตว่า หลังจากเรียกประชุมสภาฯ ภายใน 30 วัน แล้วยังไม่ได้เสียงสนับสนุนถึง 2 ใน 3 ของสภาฯ จะใช้หลักเสียงข้างมาก แล้วให้ประธานสภาฯ นำชื่อของบุคคลดังกล่าวทูลเกล้าฯ เช่นเดียวกับนายกฯ ที่เป็น สส. หรือไม่ (มาตรา 173 กรณีพ้น 30 วัน หลังจากเรียกประชุมสภาฯ ครั้งแรก หากไม่ปรากฏบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนตามที่มาตรา 172 วรรค 3 กำหนด ให้ประธานสภาฯ นำชื่อบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุดทูลเกล่าฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ) ซึ่งขอยืนยันว่ากรณีที่นายกฯ ไม่ได้เป็น สส. จะต้องอาศัยเสียงจากสภาฯ อย่างน้อย 2 ใน 3 เท่านั้น จะใช้หลักเสียงข้างมากไม่ได้







