
เร่งฟันแชร์ลูกโซ่
การหากินบนความโลภของคน นับเป็นจุดอ่อนที่แก๊งหลอกลวงใช้ต้มตุ๋นประชาชนได้ผลมาทุกยุคทุกสมัย เพราะธรรมชาติของคนจะต้องการได้ผลประโยชน์ ผลตอบแทนจากการลงทุนเยอะๆ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ พวกแก๊งต้มตุ๋นยิ่งฉกฉวยโอกาสออกมาหลอกต้มชาวบ้านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนต้องการใช้เงิน
การหากินบนความโลภของคน นับเป็นจุดอ่อนที่แก๊งหลอกลวงใช้ต้มตุ๋นประชาชนได้ผลมาทุกยุคทุกสมัย เพราะธรรมชาติของคนจะต้องการได้ผลประโยชน์ ผลตอบแทนจากการลงทุนเยอะๆ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ พวกแก๊งต้มตุ๋นยิ่งฉกฉวยโอกาสออกมาหลอกต้มชาวบ้านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนต้องการใช้เงิน
นอกจากนั้น ด้วยค่านิยมซึ่งขยายตัวออกไป ว่าการลงทุนเป็นเรื่องง่าย ชาวบ้านทั่วไปก็สามารถทำกำไรก้อนโตๆ ได้ โดยไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องลงแรง ไม่ต้องทำงานหนัก เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่ได้มา ค่านิยมดังกล่าวนับเป็นเรื่องอันตรายของสังคมมาก ดังนั้นหากรัฐไม่เร่งปราบปรามให้รวดเร็วจริงจัง และสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม ผลเสียจากอาชญากรรมที่หากินกับความโลภดังกล่าว ต่อไปจะยิ่งสร้างผลเสียเป็นมูลค่าที่สูงขึ้น และขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
เห็นได้จากการปราบปรามล่าสุด กรณีบริษัท ยูฟัน ซึ่งนำระบบขายตรงแบบแชร์ลูกโซ่มาหลอกลวงประชาชน ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจล่าสุด คาดว่าสร้างความเสียหายคำนวณจากผู้มาแจ้งความขณะนี้จำนวน 130 ราย มีมูลค่าความเสียหาย 35 ล้านบาท ซึ่งหากคำนวณจากผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 1.2 แสนราย จะมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท มากกว่าตอนแรกซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประมาณไว้ว่าความเสียหายจะแค่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งบอกว่าได้ส่งทีมลงไปสืบสวนและเก็บข้อมูลบริษัท ยูฟัน ในทางลับมานานโดยตลอด ได้ออกมาเตือนว่า มีการหลอกลวงในรูปแบบขายตรงแบบยูฟัน ขณะนี้อีก 3-4 บริษัท ที่มีการทำธุรกิจแบบเดียวกันกับยูฟัน มีการนำเงินมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิทัล ยูโทเคน (Utoken) โดยธุรกิจที่ดีเอสไอทราบมา มีสกุลเงิน Bizpoint Umax และ Onecoin ที่กำลังหลอกลวงด้วยวิธีการเดียวกัน
จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า พัฒนาการของการหลอกลวงบนความโลภที่เปลี่ยนแปลงไป ได้สร้างผลกระทบเป็นมูลค่าที่มากขึ้น และมีผู้ได้รับความเสียหายกว้างขึ้นกว่าการหลอกลวงแบบดั้งเดิมของแก๊งตกทอง ที่สร้างความเสียหายแค่หลักแสนบาท และมีผู้เสียหายแค่ไม่กี่คน แต่ความเสียหายในรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ มีมูลค่าที่สูงเป็นหลักหลายหมื่นล้านหรือบางครั้งมากถึงหลายแสนล้านบาท และมีผู้ได้รับความเสียหายเป็นหลายแสนราย ยังไม่นับผลข้างเคียงกับครอบครัวของผู้เสียหาย
เมื่อมูลค่าและจำนวนผู้เสียหายที่เกิดขึ้นมากมายดังกล่าว ภาครัฐจึงควรเร่งมือปราบปรามแก๊งแชร์ลูกโซ่ให้รวดเร็วชนิดต้องตัดไฟแต่ต้นลม และควรลงโทษให้หนัก ควรตามยึดทรัพย์ให้ถึงรากถึงโคน ไม่ใช่ยูฟันสร้างความเสียหายกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท แต่ยึดทรัพย์ได้แค่ 150 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ที่ดีเอสไอบอกว่ายังมีแชร์ลูกโซ่แลกเปลี่ยนค่าเงินดิจิทัลแบบยูโทเคนอีก 2-3 ราย การกระทำผิดฉ้อโกงประชาชนดังกล่าว ควรต้องปราบให้ทันทีอย่างเด็ดขาด ไม่ควรปล่อยให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้ งานนี้รัฐต้องจัดเต็มและทันที







