
ชักธงรบ "ท่าเรือปากบารา" ทำลายสวรรค์ทะเลใต้
หากเกิดความสูญเสียด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และการท่องเที่ยวขึ้น รัฐบาลจะสามารถแบกรับภาระที่เกิดขึ้นได้หรือไม่
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
สัญญาณล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งผ่านถึงชาว จ.สตูล ชัดเจนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ “ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” อย่างแน่นอน
“ก็ขอความกรุณาว่าอย่าขัดแย้งกันมากเลย ก็เราพยายามที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบเยียวยาให้สบายใจนะครับ ...”
“ถ้าเราไม่สร้างตรงนี้มันก็เป็นปัญหาอีกนะ ประตูการค้าฝั่งอันดามันเราก็จะไม่มีนะครับ แล้วก็เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าสู่ทวีปยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาไม่ได้” ตอนหนึ่งในรายการคืนความสุขฯ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา
แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ... นาทีนี้ชาวบ้าน จ.สตูล ตื่นตัวและพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
“สิ่งที่นายกฯ พูดมันง่ายเกินไป” สมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล วิพากษ์ “คำพูดของนายกฯ เป็นเพียงการนำข้อมูลด้านเดียวจากกรมเจ้าท่าออกมาประกาศ ซึ่งเข้าใจว่านายกฯ เองยังไม่รับรู้ข้อมูลอีกมาก”
แกนนำชาวบ้านรายนี้ บอกว่า ภายหลังที่นายกฯ ออกมาพูดเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา หลายๆ เครือข่ายในจังหวัดมีการเรียกประชุมกันทันที ยืนยันว่าเรามีความพร้อมและไม่เคยเป็นห่วงเรื่องพลังมวลชนแต่อย่างใด
“ถึงท่านจะมีอำนาจล้นฟ้าและรัฐธรรมนูญจะถูกฉีก ก็ไม่อาจดำเนินโครงการได้โดยปล่อยปละละเลยขั้นตอนต่างๆ รัฐบาลในปัจจุบันเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่เข้ามาจัดการความขัดแย้งทางการเมือง แต่ขณะนี้ท่านกลับเริ่มนำโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่เดิมมาพิจารณาต่อ ซึ่งถือว่าไม่สมควร” สมบูรณ์ กล่าวตรงไปตรงมา
หลายคนไม่เข้าใจ ... เหตุใดชาวสตูลแสดงการคัดค้านชนิดกล้าประกาศชักธงรบโดยไม่เกรงกลัว
พื้นที่ “อ่าวปากบารา” มีความสมบูรณ์ทางทะเลชนิดที่ไม่สามารถหาพื้นที่อื่นเทียบเคียง และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา (ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกแห่งอาเซียน) อุทยานแห่งชาติทะเลบันและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ที่มีความมั่งคั่งของปะการังแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ
นอกจากความงดงามที่นำมาซึ่งเม็ดเงินปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จากธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังหล่อเลี้ยงชาวบ้านที่ยังชีพด้วยประมงชายฝั่งเรือเล็ก โดยแค่ 3 หมู่บ้าน มีเรือเล็กรวม 584 ลำ
มีรายได้รวมกันเฉลี่ยปีละ 75 ล้านบาท
ทว่า หากท่าเรือน้ำลึกปากบาราเกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะพังทลายลง
“เราได้รับเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน และได้ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผลสรุปยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อการทำมาหากินของประมงพื้นบ้านหลายพันราย” นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุ
นพ.นิรันดร์ ตั้งคำถามว่า หากเกิดความสูญเสียด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และการท่องเที่ยวขึ้น รัฐบาลจะสามารถแบกรับภาระที่เกิดขึ้นได้หรือไม่
สำหรับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ปี 2555-2559 เพื่อสนับสนุนการแผนการ พัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยให้อยู่ในระดับ World Class ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2550 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแนวสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) ปากบารา-สงขลา
กำหนดพื้นที่โครงการไว้ที่ 4,734 ไร่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ในการดำเนินการจึงต้องเข้าสู่กระบวนการขอเพิกถอน
ที่ผ่านมาโครงการถูกชาวบ้านต่อต้านคัดค้านมาโดยตลอด ประกอบกับอุปสรรคด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องเผชิญ เนื่องจากประมาณการกันว่าต้องใช้ถึง 37,480 ล้านบาท ส่งผลให้โครงการต้องล่าช้าออกไป และถึงแม้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพยายามปัดฝุ่นโครงการขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องประสบกับปัญหา
เช่นเดิม
สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีความพยายามผลักดันซ้ำ โดยกรมเจ้าท่าได้ของบกลางปีงบประมาณ 2558 จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษายุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม (SEA) และยังของบปีงบประมาณ 2559 จำนวน 118 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมและทบทวนอีไอเอที่ทำเสร็จไปก่อนหน้านี้
กำหนดกรอบการศึกษาทุกด้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 และจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561 โดยคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี
ภาพประกอบจาก กลุ่มรีฟการ์เดี้ยน สตูล







