
ดัชนีหุ้นไทย...เมื่ออดีตบอกอนาคต (ตอนที่ 1)
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มยูโรโซนได้ทุ่มเม็ดเงินก้อนมหึมาจำนวนสูงถึง 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในกลุ่มประเทศของตน ตามโครงการมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing – QE) ตามหลังญี่ปุ่นที่ใช้วิธีการคล้ายๆ กันด้วยการอัดฉีดเงินเดือนละ 80 ล้านล้านเยน
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มยูโรโซนได้ทุ่มเม็ดเงินก้อนมหึมาจำนวนสูงถึง 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในกลุ่มประเทศของตน ตามโครงการมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing – QE) ตามหลังญี่ปุ่นที่ใช้วิธีการคล้ายๆ กันด้วยการอัดฉีดเงินเดือนละ 80 ล้านล้านเยน
ดังนั้น ผมจึงอยากพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปในอดีตในปี 2551 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการใช้ QE และหวนกลับมาถึงปีที่แล้ว 2557 เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย ดังนี้ครับ
ปี 2551 เลห์แมนล้ม...ยึดสนามบินเริ่ม QE1
ปีนี้เป็นปีที่เริ่มต้นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ เหตุการณ์ที่แสดงถึงจุดเลวร้ายที่สุดของวิกฤตในครั้งนั้นก็คือ วันที่ 16 ก.ย. บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ยักษ์ใหญ่ด้านการเงินของโลก ได้ประกาศขอยื่นล้มละลาย ตามมาด้วยวันที่ 25 พ.ย. ในประเทศไทยมีการบุกยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ และการเริ่มใช้ QE ครั้งที่ 1 ของสหรัฐ จำนวน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็เริ่มต้นในช่วงปลายเดือน พ.ย. เช่นเดียวกัน
ปลายเดือน พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยได้ขึ้นไปเกือบ 900 จุด จากนั้นก็ดำดิ่งลงมาจนถึงช่วงกลางเดือน ก.ย. ตอนที่เลห์แมนฯ ล้ม ดัชนีบ้านเราตกลงมาปิดที่ 600.38 จุด เมื่อวันที่ 18 ก.ย. เพียงสองวันหลังจากเลห์แมนฯ ประกาศปิดกิจการ แต่สถานการณ์ก็ยังย่ำแย่กว่าเดิมเข้าไปอีก เมื่อมีการบุกยึดสนามบินในช่วงปลายเดือน พ.ย. ดัชนีก็ตกลงมาถึงจุดต่ำสุดของปีที่ 380.05 จุด เมื่อวันที่ 26 พ.ย. หรือเพียงวันเดียวหลังจากการบุกยึดสนามบิน
ปี 2552–2553 ยึดราชประสงค์...เผาเซ็นทรัลเวิลด์พลัง QE
ปี 2552 เป็นปีหนึ่งที่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองไม่มากนัก แต่ในปี 2553 ก็เริ่มมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้มีการรวมตัวเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ วันที่ 12 มี.ค. 2553 ยึดราชดำเนิน ตามมาด้วยวันที่ 3 เม.ย. 2553 ก็มีการบุกยึดสี่แยกราชประสงค์ จากนั้นมาวันที่ 14-19 พ.ค. 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ได้ขอคืนพื้นที่ และมีแนวโน้มว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แต่กลับปิดท้ายด้วยเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นั่นคือ เหตุการณ์การเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ปี 2552-2553 ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับไม่ค่อยได้รับผลกระทบกระเทือนมากนัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเม็ดเงิน QE โดยดัชนีลดต่ำลงจนถึงจุดต่ำสุดในช่วงสองปีนี้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2552 ที่ 408.78 จุด และก็ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเหตุการณ์ทางการเมืองในเมืองไทยไม่สามารถจะหยุดยั้งการทะยานขึ้นของดัชนีหุ้นไทยได้เลย สิ้นปี 2552 ดัชนีไปปิดที่ 734.54 จุด ต้นปี 2553 ดัชนีก็ยังคงพุ่งขึ้นต่อไป และไปทะลุ 1,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี และขึ้นถึงจุดสูงสุดของปี เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2553 ที่ 1,055.25 จุด
ปี 2554 ปีแห่งการเลือกตั้ง...มหาอุทกภัย
ปีนี้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งผลปรากฏว่า “พรรคเพื่อไทย” ชนะการเลือกตั้ง และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม ตลาดหุ้นไทยก็เริ่มขานรับไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ได้มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น นั่นคือ ปริมาณฝนที่ตกในภาคเหนืออย่างมโหฬารได้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และกรุงเทพมหานคร ส่งผลทำให้รัฐบาลต้องจัดตั้งศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ในปีนี้ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น
ตลาดหุ้นไทยในปีนี้ถือว่า “ผันผวน” เป็นอย่างยิ่ง ต้นปีเปิดมาเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ดัชนีปิดที่ 1,042.41 จุด แล้วก็สวิงขึ้นลงอย่างมากจนเริ่มมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นหลังวันเลือกตั้ง 3 ก.ค. โดยทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องและขึ้นถึงจุดสูงสุดของปีที่ 1,148.28 จุด เมื่อวันที่ 1 ส.ค. จากนั้นมหาอุทกภัยก็เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้พื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองหลวงของไทยมากขึ้นๆ จนดัชนีลดลงจนถึงจุดต่ำสุดของปีเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ระดับ 843.69 จุด จากนั้นก็ค่อยๆ พุ่งขึ้นอีกครั้งหนึ่งจนสิ้นปีไปปิดที่ 1,025.32 จุด เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.
ปี 2555 ปีแห่งโครงการประชานิยม
ปีนี้ถือเป็น “ปีทอง” ของเศรษฐกิจไทย เริ่มจากรัฐบาลได้เริ่มนำโครงการประชานิยมต่างๆ ออกมาใช้อย่างจริงจัง โครงการที่ถือได้ว่าส่งผลต่อปากท้องประชาชน และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างทันตาเห็นก็คือ โครงการ “รับจำนำข้าว” ตามมาด้วยโครงการที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศครั้งมโหฬาร นั่นก็คือ โครงการ “รถคันแรก”
โครงการนี้ก็ได้ทำให้ไทยติดอันดับท็อปเทนผู้ผลิตรถยนต์มากที่สุดของโลก นอกนั้นก็จะเป็นโครงการย่อยๆ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นต้น
ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นไทย ถือได้ว่าปี 2555 ทำให้นักลงทุนพลอยหัวเราะ “ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า” กันโดยถ้วนหน้า เพราะดัชนีลงถึงจุดต่ำสุดที่ 1,031.76 จุด ในช่วงต้นปีเมื่อวันที่ 5 ม.ค. จากนั้นดัชนีก็ทะยานพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งปี และถึงจุดสูงที่สุดของปีในวันทำการสิ้นปี 28 ธ.ค. ที่ 1,402.86 จุด
ในตอนแรกนี้ เราคุยกันไปแล้วรวมทั้งสิ้น 6 ปี ในตอนต่อไป (ตอนจบ) ผมจะพูดถึงอีก 2 ปีที่เหลือ และจะสรุปภาพรวมว่าปี 2558 ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย...จะเป็นอย่างไรครับ







