
สปช.แนะกมธ.ยกร่างฯผลักดันทำประชามติร่างรธน.
"อลงกรณ์" มั่นใจกมธ.ยกร่างฯมีความอิสระไม่ถูกครอบงำ แนะต้องผลักดันให้มีการทำประชามติร่างรธน.เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
"อลงกรณ์" มั่นใจกมธ.ยกร่างฯมีความอิสระไม่ถูกครอบงำ แนะต้องผลักดันให้มีการทำประชามติร่างรธน.เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้มีการเปิดอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเข้าสู่วาระการพิจารณาอภิปรายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิก สปช. โดยเริ่มพิจารณาอภิปรายในบททั่วไป 7 มาตรา
นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการ วิป สปช. เป็นผู้อภิปรายคนแรก ระบุว่า รัฐธรรมนูญนี้จะต้องตอบโจทย์อนาคตของประเทศ และออกแบบแก้ปัญหาให้ได้ 5 ประการ 1.ความแตกแยก 2.การทุจริต 3.ความเหลื่อมล้ำ 4.ความล้าหลัง และ 5.ปัญหาความถดถอยของประสิทธิภาพของประเทศ
ทั้งนี้สปช.มีความเชื่อมั่นว่า กมธ.ยกร่างฯไม่ใช่ร่างทรงของใคร มีความเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำ และจะต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้ได้ เพราะการทำประชามติมีความสำคัญ เป็นการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับของประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและต้องปกป้อง
"เราไม่สามารถจะก้าวสู่อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนได้ ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯต้องมีความกล้า ทองแท้ต้องไม่กลัวการพิสูจน์ ต้องกล้าที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่มือและสู่อ้อมกอดของประชาชนให้ได้ และจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคต เพราะทุกตัวอักษรแฝงไปด้วยอนาคตของประเทศชาติและคนไทยทุกคน”นายอลงกรณ์ กล่าว
ขณะที่ นางพันธุ์ทิพย์ สายสุนทร สมาชิก สปช. อภิปรายว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญต้องตอบโจทย์คนในประเทศ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ได้รองรับสิทธิของบุคคลที่มีสัญชาติไทยที่ชัดเจน อาทิ ชาวมอร์แกน ดังนั้น ควรมีกฎหมายกำหนดการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน การรับรองสถานะสำหรับคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่มีอยู่กว่า 3 ล้านคนในขณะนี้ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ด้วย
จากนั้น เวลา 12.00 น. เริ่มเข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่างๆ ของสปช.ได้อภิปรายแสดงความเห็น ภาพรวมเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ
นายอำพล จินดาวัฒนะ ประธานกมธ.ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส อภิปรายว่า ขอชื่นชมกมธ.ยกร่างฯที่ได้นำความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆที่ กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมฯเสนอไปบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หากมองในเชิงอำนาจพบว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเพิ่มอำนาจให้ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ความสำคัญกับประชาชนใน ทุกระดับ
ด้านนางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกมธ.ปฏิรูประบบสาธารณสุข อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิด้านสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุมตามหลักสากล โดยเฉพาะมาตรา 58 ที่กำหนดให้พลเมืองได้รับบริหารสาธารณสุขทั่วถึง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิรูป เนื่องจากเป็นการขยายขอบเขตให้ประชาชนได้รับสิทธิเหล่านี้อย่างเท่าเทียม กัน
ขณะที่ นายคุรุจิต นาครทรรพ รองประธานกมธ.ปฏิรูปพลังงาน อภิปรายว่า เป็นห่วงเรื่องการตั้งสภาตรวจสอบภาคพลเมืองประจำจังหวัด ตามมาตรา 77 ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะเกรงว่าหน่วยงานดังกล่าวจะมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานเดิมที่มีหน้าที่ตรวจ สอบอยู่แล้ว อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)จังหวัด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)จังหวัด
ทั้งนี้ จึงไม่มั่นใจว่าการตั้งสภาตรวจสอบภาคพลเมืองประจำจังหวัด จะมีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และยังรู้ว่าจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ จึงควรนำงบประมาณไปเพิ่มประสิทธิภาพให้หน่วยงานเดิมจะดีกว่า ดังนั้นขอให้กมธ.ยกร่างฯ มีการทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอะไรที่แปลกใหม่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบางครั้งเป็นการเขียนที่แฝงไปด้วยความกลัวจนเกินพอดีหรือไม่ มิฉะนั้นรัฐธรรมนูญอาจไปไม่ถึงเป้าหมายก็ได้







