
งัด ม.44 ลงดาบ ขรก. เกมกระชับอำนาจบิ๊กตู่
ประเดิมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 6 และ 7/2558
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเดิมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 6 และ 7/2558 ด้วยการเด้งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมโยกย้ายอีกหลายตำแหน่งสำคัญ ซึ่งถือเป็นการส่ง “สัญญาณ” หลายประการไปถึงบรรดาข้าราชการทั่วประเทศ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมืองเวลานี้
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมากลไกข้าราชการถูกมองว่าใส่ “เกียร์ว่าง” เฝ้านับถอยหลังรอรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมาหลังการเลือกตั้ง จนทำให้กระบวนการปฏิรูปเร่งด่วนหลายเรื่องที่พยายามผลักดันยังค้างเติ่งไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายอย่างที่ต้องการ
ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากปัญหางบประมาณค้างท่อที่เงินก้อนใหญ่ยังติดขัดอยู่ระหว่างทาง ไม่อาจขับเคลื่อนไปตามระบบอย่างที่ต้องการ ทั้งที่ทางรัฐบาลพยายามกระตุ้นหวังให้เป็นหนึ่งในกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ วาระปฏิรูปที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศจำเป็นต้องใช้ “ข้าราชการ” เป็นฟันเฟืองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ อุปสรรคบางส่วนที่ขัดขวางการปฏิรูปก็เป็นกลไกข้าราชการเสียเอง ทำให้กลไกข้าราชการบางส่วนไม่ยอมขยับจนการปฏิรูปขยับไม่ได้
การเริ่มต้นขยับที่กระทรวงศึกษาธิการมีความน่าสนใจอยู่ในหลายมิติ เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่องการปฏิรูปที่ถือเป็นเหตุผลหลักที่ระบุในคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้ โดยจะเห็นว่างานด้านการศึกษาเป็นปัญหาที่พยายามแก้ไขมาหลายรัฐบาลแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกอำนาจของแต่ละ “แท่ง” ในกระทรวงฝังรากลึกจนยากจะขยับ และไม่ง่ายที่ปลัดกระทรวงจะเข้าไปคัดง้าง การปรับเปลี่ยนจาก สุทธศรี วงษ์สมาน ไปนั่งเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และดึง กำจร ตติยกวี จากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่บุคลิกแข็งกร้าวมาเป็นปลัดกระทรวงอาจทำให้การยกเครื่องการศึกษาเดินไปตามแนวทางที่ต้องการง่ายขึ้น
อีกด้านหนึ่งนี่ยังถือเป็นการเชือดไก่ให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่างและหันมาเอาจริงเอาจังกับแนวทางการปฏิรูปที่กำลังขับเคลื่อนเวลานี้
ประเด็นถัดมาอยู่ที่ปมเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น ที่ถือเป็นอีกปมปัญหาใหญ่ที่ คสช.ต้องการเข้ามาคลี่คลาย ดังจะเห็นว่า จากคำสั่งฉบับที่ 7 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการ
ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงมีประสิทธิภาพและความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ดังจะเห็นว่า การโละบอร์ดคุรุสภาและ สกสค.แบบยกชุดนี้ ถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการติดตามเอาผิด
ยิ่งในคำสั่ง คสช.ระบุด้วยว่า ห้ามมิให้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทนที่ผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นจนกว่าหัวหน้า คสช.จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือ คสช.สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ยิ่งถือเป็นสัญญาณเตรียมเข้ามาสะสางปัญหาภายในที่เกิดขึ้น
พร้อมกับให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือข้าราชการในกระทรวงในระดับเดียวกันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อน ซึ่งจะเท่ากับเปิดทางให้วางคนที่เชื่อมือได้เข้าไปสะสางปัญหาได้อย่างไม่มีอุปสรรค
ที่สำคัญ จะเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวยังมอบหมายให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และผลประโยชน์อื่นใดของคุรุสภา สกสค. และองค์การค้าของ สกสค. รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา และตรวจสอบการดำเนินโครงการที่สำคัญ แล้วรายงานตรงหัวหน้า คสช.
ในช่วงเวลาเดียวกันกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กำลังเดินเครื่องเอาผิดข้าราชการ 100 คน ที่พัวพันการทุจริตตั้งแต่ปี 2556-2557 เพื่อทำให้เห็นเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดเป็นหนึ่งในความพยายามเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการทุจริตในแวดวงราชการที่ถือเป็นเป้าหมายใหญ่ และหลายฝ่ายตั้งความหวังให้ คสช.เข้ามาสะสาง แต่ที่ผ่านมาติดขัดในหลายส่วนทั้งเรื่องระยะเวลากระบวนการพิจารณาเอาผิดที่ต้องเชื่อมโยงหลายหน่วยงาน
การเลือกใช้เครื่องมืออย่างมาตรา 44 เป็นกลไกสะสางปัญหาจึงถือเป็นช่องทางพิเศษที่จะทำเกิดผลสัมฤทธิ์โดยไว สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุชัดเจนว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 นี้เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาข้อติดขัดที่จำเป็นเร่งด่วน ไม่สามารถรอการแก้ไขตามกระบวนการตามปกติได้
ที่สำคัญ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างมาตรา 44 ยังเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ถูกไล่เช็กบิลเอาผิดในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้าย ที่มีบทเรียนให้เห็นไม่นานมานี้ การเข้าไปโยกย้ายบุคลากรในแต่ละกระทรวงโดยยังไม่มีเหตุผลเป็นที่ประจักษ์ จึงเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง ยังไม่รวมถึงกระบวนการเอาผิดตามมา
นี่จึงเป็นสัญญาณการกระชับอำนาจในมือของบิ๊กตู่ผ่านมาตรา 44 เพื่อมีเป้าหมายไม่ให้ข้าราชการเกียร์ว่าง กระด้างกระเดื่อง







