
โลกมองไทย
แม้การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะยุติลงร่วมเดือนแล้ว แต่ทว่าสังคมยังคงตั้งคำถามต่อวิกฤตการเมืองไทย
ฮานิด คาอูล กัง นักวิจัยจากโครงการวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงความเห็นผ่านบทความถึงวิกฤตการเมืองไทยที่เกิดขึ้น โดยระบุว่านอกจากคำสั่งยึดทรัพย์มูลค่าราว 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหวนกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้งแล้ว ภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์และพัวพันกับการคอร์รัปชันยังเป็นจุดอ่อนต่อเส้นทางทางการเมืองของอดีตนายกฯ อีกด้วย
นักวิจัยชื่อดังยังแสดงความคิดเห็นต่อการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาว่า แทนที่ทุกฝ่ายจะพุ่งเป้าไปที่ผลสำเร็จหลังเหตุการณ์ชุมนุมว่าใครเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ น่าจะหันมาตั้งคำถามว่า วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ จะส่งผลต่อสังคมโดยรวมอย่างไร และอนาคตของการเลือกตั้งและแผนการปรองดองแห่งชาติจะเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกันต้องตั้งคำถามไปถึงระบอบประชาธิปไตยของไทยว่าจะสามารถก้าวผ่านวงจรการปฏิวัติรัฐประหารได้หรือไม่ รวมทั้งจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างสองขั้วตรงข้ามทางการเมืองให้สามารถบริหารประเทศได้ โดยตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังเห็นว่า การที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงอยู่ในตำแหน่งได้ แม้จะเพิ่งผ่านพ้นเหตุจลาจลเผาบ้านเผาเมืองครั้งใหญ่มานั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากนายกฯ อภิสิทธิ์ จะผ่านการลงมติไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยกรุงเทพยังพบว่า ประชาชนยังคงให้การสนับสนุนนายกฯ อภิสิทธิ์ อยู่
ทั้งนี้ บทความได้ทิ้งท้ายว่า เวลานี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่จะสร้างความสามัคคี และรวมคนไทยให้เป็นหนึ่ง โดยผ่านกระบวนการสร้างความปรองดอง







