
สมาธิก็รักษาโรค
กระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำในการดูแลสุขภาพให้ดี ซึ่งเรียกว่า สุขบัญญัติแห่งชาติ อยู่ 10 ประการ นั่นคือ
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
กระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำในการดูแลสุขภาพให้ดี ซึ่งเรียกว่า สุขบัญญัติแห่งชาติ อยู่ 10 ประการ นั่นคือ
1.ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด 2.รักษาฟันให้แข็งแรง แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งเมื่อตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอน 3.ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย 4.กินอาหารสุกสะอาด ปราศจากสารอันตราย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด 5.งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และสำส่อนทางเพศ 6.สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น 7.ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท 8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอและตรวจสุขภาพประจำปี 9.ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 10.มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม
ส่วนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสนอแนะไว้ 6 ข้อ ทั้งหมดนั้นว่าด้วยอักษร “อ” ทั้งหมด นั่นคือ 1. อ. อาหาร กินอาหารมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 2. อ. ออกกำลังกาย ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ 3. อ. อารมณ์ รู้จักควบคุมอารมณ์อย่างเหมาะสม 4. อ. อนามัยสิ่งแวดล้อม สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งในบ้านและในชุมชน 5. อ. อโรคยา หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ 6. อ. อบายมุข งดบุหรี่ สุรา ยาเสพติด การพนัน การสำส่อนทางเพศ
นั่นเป็นหลักในการดูแลสุขภาพทั่วไป แต่เมื่อเจ็บป่วยแล้วหามดหาหมอหาหยูกยามารับประทานแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่ ?
ในพระไตรปิฎกมีการสวดโพชฌงค์ 7 โดยถือคติเอาตามแบบพระพุทธองค์พาดำเนิน เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยหากได้ฟังพระสวดโพชฌงค์ 7 แล้ว มีสติปัญญาพิจารณาตามไปด้วยก็ย่อมมีส่วนบรรเทาการป่วยไข้ลงได้เช่นกัน
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เริ่มป่วยเป็นวัณโรคขณะท่านอายุได้ 23 ปี ต่อมาท่านเจอฝรั่งคนหนึ่งคือ ดร.ไมเคิล แฟรงฟอร์ต ชาวอังกฤษผู้นี้จบด้านเภสัชศาสตร์และเชี่ยวชาญเรื่องการสะกดจิต ดร.ไมเคิลได้เคี่ยวเข็ญให้หลวงพ่อพุธลองฝึกการสะกดจิตเพื่อรักษาโรค ท่านก็ลองตามคำแนะนำ
ในที่สุด ก็หายจริงๆ แต่ท่านว่าเวลาโรคมันจะหายนั้นมันหายด้วยสมาธิ
หลวงพ่อพุธ เล่าถึงเรื่องดังกล่าวว่า วันหนึ่งจิตมันนึกขึ้นมาว่า ไหนๆ จะตายเพราะโรคนี้อยู่แล้วก่อนตายควรจะรู้ว่า ความตายคืออะไร ท่านเลยนั่งสมาธิ “ดูความตาย” ตั้งแต่ตอน 3 ทุ่ม ไปกระทั่งตี 3
6 ชั่วโมงหมดไปด้วยความสูญเปล่า เพราะความอยากรู้อยากเห็น เป็นการปฏิบัติด้วยความยาก มันเลยไม่สงบ
ระหว่างเอนตัวลงทั้งๆ ที่นั่งสมาธิพร้อมกับทอดอาลัยกำหนดรู้แต่ลมหายใจ จิตก็ยึดลมหายใจอยู่ รู้ลมเข้า รู้ลมออก เมื่อละเอียดเข้า จิตก็รวมพรึ่บ สิ่งที่ท่านเห็นคือ
“มันมองเห็นลมหายใจวิ่งเข้าวิ่งออกเป็นท่อยาวเหมือนไฟนีออน มันวิ่งตั้งแต่ปลายจมูกไปจนถึงสะดือ มันวิ่งอยู่อย่างนี้ บางทีก็วิ่งออกไปข้างนอก แล้ววิ่งเข้ามาข้างในสลับกัน แล้วในที่สุดพอมันออกไปข้างนอก มันก็หมุนเป็นเกลียวสว่านวิ่งขึ้นไปเบื้องบน แล้วมันก็ย้อนกลับมา ...ย้อนขึ้นย้อนลงอยู่อย่างนั้น ในที่สุดมันก็ตัดสายสัมพันธ์ขาดไป...พอขาดปุ๊บร่างกายหายหมด เหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างอยู่ คล้ายกับว่าจักรวาลนี้มีจิตเราดวงเดียวเท่านั้นสว่างอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง...ทุกสิ่งหายไปหมด ยังเหลือแต่อากาศ คือ ความว่าง...ทุกสิ่งอย่างหายไป แล้วปรากฏร่างกายมานอนอยู่ภายใต้ความสว่าง สักพักจิตมันก็ย้อนลงมาดูร่างกายที่นอนอยู่ ...”
หลังจากนั้นร่างกายก็ขึ้นอืดพอง น้ำเหลืองไหล เหลือแต่โครงกระดูกแล้วมันก็ทรุดฮวบลง กระดูกแหลกละเอียดเหมือนขี้เถ้าโปรยอยู่บนดินทราย สักพักทุกอย่างก็ประกอบรูปขึ้นมาใหม่ มีเนื้อมีหนังขึ้นมาอีก แล้วก็สลายไปอีก เป็นอยู่อย่างนั้น 3 รอบ
ครั้นเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาเหมือนมีอะไรมาสัมผัสแผ่วๆ ที่อกแล้วเหมือนแคลเซียมฉีดเข้าเส้น ทุกอย่างเป็นเองหมด เพราะมันหยุดซ่า จิตก็ถามขึ้นมาว่า นี่หรือความตาย ก็มีคำตอบรับขึ้นมาว่า ใช่แล้ว
ท่านลืมตาขึ้นมาอีกที ตอนนั้นเป็นเวลา 8 โมงเช้า
หลังผ่าน 5 ชั่วโมงแห่งการสัมผัสความตาย ผ่านสมาธินั้นแล้ว ท่านว่าก็หายวันหายคืน และโรคมิได้กำเริบขึ้นอีกเลย
ท่านจึงสรุปว่า สมาธิรักษาวัณโรค หรือว่า วัณโรครักษาสมาธิก็ได้
หลวงพ่อพุธ ยืนยันว่า พลังจิตรักษาโรคได้
ท่านแนะวิธีด้วยว่า เมื่อจะใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จะรักษาตัวเองให้อธิษฐานจิตนึกถึงบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหาย
แล้วกำหนดสติรู้ลมหายใจเลย อย่าไปนึกคิดอะไรทั้งสิ้น เอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ดูลมหายใจเฉยอยู่เท่านั้น ทีนี้ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ถึงแม้ไม่สงบวูบวาบ แต่เขาก็มีพลังงาน ในเมื่อจิตในเกิดความว่างขึ้นมา คือว่า มันอยู่เฉยๆ แต่ยังไม่ใช่สมาธิ เพียงแต่ว่างได้ มันก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย
“เมื่อเราทำจิตให้ว่างได้ มันจะมีสารตัวหนึ่งอยู่ใต้ต่อมสมอง มันจะกระจายออกมาทำงานของมัน ทำให้กายเบา กายสงบ จิตสงบ เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและเป็นประโยชน์ทางจิตด้วย ถ้าหากว่า จิตของเราสงบเป็นสมาธิอย่างแท้จริง มันมีประโยชน์ทั้งทางกายและทางจิต อันนี้คือวิธีการใช้พลังจิตรักษาโรค อาศัยลมหายใจเป็นสื่อ...”
ท่านว่า วิธีนี้มิใช่แค่รักษาตัวเองได้เท่านั้น ยังช่วยรักษาคนอื่นได้ด้วย
วิธีการก็เช่นเดียวกัน เช่น เราไปเยี่ยมไข้ใคร สำรวมจิตอธิษฐานถึงบารมีของพระพุทธเจ้าช่วยแล้วกำหนดจิตเพ่งที่กายเขา แผ่เมตตาให้เขาเท่านั้นเองก็ได้ผลแล้ว
ท่านว่า ยิ่งใครมีพลังสมาธิมากเท่าไร ยิ่งได้ผลดี
ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ท่านลองของท่านมาแล้วได้ผล และเคยลองช่วยคนอื่นมาแล้ว เช่น มีพ่อของเด็กคนหนึ่งโทรมาหาตอนตีสอง บอกว่า ลูกเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด นอนไม่หลับมา 3 วัน 3 คืนแล้ว ขอให้หลวงพ่อช่วยด้วย ท่านก็ทำวิธีนี้แล ปรากฏว่าได้ผลดี
หลวงพ่อพุธ สรุปว่า เมื่อจิตมีสมาธิ มีสติปัญญา มีความสงบ สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน มันก็มีพลังงาน เมื่อจิตรู้ในกาย สว่างทั้งกาย ลมละเอียดก็ปรุงให้ลมละเอียด กายเบาได้ เลือดก็เดินคล่องตัว
แน่นอนว่า โรคภัยเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นของประจำโลก ใครก็เอาชนะไม่ได้ตลอดไป แต่นอกจากยาและการรักษาแบบโลกๆ แล้ว สมาธิก็รักษาโรคได้ด้วยเช่นกัน







