
ถึงเวลาปฏิรูปกฏหมาย
....สราวุธ เบญจกุล
สังคมไทยกับการปฏิรูปมีมาคู่กันในหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็จะมุ่งเน้นปฏิรูปในด้านที่แตกต่างกันไป เพื่อพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมทุกด้าน เช่น ปฏิรูปการเมืองการปกครอง การปฏิรูประบบราชการไทย การปฏิรูปการศึกษา และล่าสุดการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจและจับตามองว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด
การที่รัฐจะดำเนินการตามนโยบายด้านกฎหมายและความยุติธรรมได้นั้น บทบัญญัติของกฎหมายต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพสังคม ไม่ล้าหลัง และไม่ขัดแย้งกันเองระหว่างกฎหมายหลายฉบับ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 81(3) ที่กำหนดให้รัฐต้อง
“
จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย”ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไปแล้ว แต่มีบางประเด็นที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมจึงต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าประมาณเดือน ส.ค. 2553
ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีเนื้อหาสาระสำคัญที่กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า
“คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย” ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีก 9 คน โดยต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา 3 คนที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์หรือด้านอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
แต่องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่จึงต้องมีการกำหนดรูปแบบ และขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด การนำเอาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายของประเทศอังกฤษมาศึกษาเปรียบเทียบจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อดี จุดแข็ง และประสบการณ์ของประเทศอื่นมาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม
เนื่องจากในประเทศอังกฤษได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้นมาเป็นหน่วยงานอิสระตาม The Law Commissions Act 1965 เพื่อดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์
พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการสองชุด ชุดแรกเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของอังกฤษและเวลส์ ส่วนอีกชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของสกอตแลนด์
คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปกฎหมายให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จัดหมวดหมู่กฎหมาย ตัดเนื้อหาของกฎหมายที่ขัดแย้งกันออกไป ยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น ปรับปรุงกฎหมายที่ใช้บังคับให้มีความชัดเจนและทันสมัย รวมถึงอำนาจในการนำกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขึ้นพิจารณาพร้อมทั้งเสนอแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
แนวทางการปฏิรูปกฎหมายพร้อมร่างกฎหมายที่ประสงค์จะให้มีการแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีแล้วจะถูกนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่อไป
ถึงแม้ว่าการเสนอร่างกฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายที่จะไม่เห็นชอบก็ไม่กระทบความเป็นอิสระของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพราะรัฐบาลหรือบุคคลใดๆ ก็ตามไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้คณะกรรมการพิจารณาปฏิรูปกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายประกอบด้วยคณะกรรมการทั้งหมด 5 คน ได้แก่ ประธานคณะกรรมการ 1 คน ซึ่งต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ และมีคณะกรรมการอีก 4 คน ที่แต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการโดยบุคคลที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีและเป็นสมาชิกของรัฐสภาด้วย ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่ากับรัฐมนตรียุติธรรม
สำหรับตุลาการสามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่จะต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งเดิมของตนในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
การพิจารณานำเอาประสบการณ์และพัฒนาการของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายของประเทศอังกฤษมาปรับใช้ในการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาจเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อให้ได้องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ โดยการปฏิรูปกฎหมายให้เข้าใจได้ง่าย ทันสมัย และเป็นธรรมมากที่สุดให้สอดคล้องกับรัฐธรรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย







