
จับตาค่าเงินหยวน
ต้องยอมรับว่ามหาอำนาจทางการค้าของโลกที่สามารถต่อกรกับจีนและอียูได้คือประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แค่บริโภคในประเทศเองขนาดเศรษฐกิจก็ใหญ่โตมหาศาลเมื่อจีนเปิดตลาดเปลี่ยนเป็นระบบการค้าเสรี จีนได้เปรียบดุลการค้าโลกอย่างมหาศาลจากการส่งออกสินค้าราคาถูกไปขายทั่วโลก เพราะต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่า และใช้นโยบายค่าเงินอ่อน จนทำให้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก
แต่การได้ดุลการค้าของจีนมหาศาล ได้ทำให้การค้าโลกเกิดความไม่สมดุล ประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป พยายามที่จะกดดันให้จีนผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อให้การค้าโลกเกิดความสมดุลมากขึ้น ไม่ใช่จีนได้ดุลการค้ามหาศาลคนเดียว
ในที่สุดธนาคารกลางของจีนก็ตัดสินใจปล่อยค่าเงินหยวนให้ยืดหยุ่นแบบกึ่งลอยตัว หลังจากที่ตรึงค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์ไว้ตั้งแต่ ก.ค. 2551 โดยให้ขยับขึ้นลงได้ 0.5% จากค่ากลางในแต่ละวัน หลังจากที่วิเคราะห์แล้วเห็นว่าหากยังปล่อยค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าต่อไป ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปจะฟื้นตัวช้า หลังจากเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
เรื่องนี้ถือเป็นข่าวเศรษฐกิจที่ใหญ่มากของโลก เพราะจะส่งผลกระทบต่อการค้าโลก สำหรับประเทศไทยนั้นผู้ส่งออกหรือผู้นำเข้าที่ค้าขายเป็นเงินหยวนก็ควรจะต้องติดตามดูค่าเงินหยวนอย่างใกล้ชิดว่ามีแนวโน้มขึ้นลงอย่างไร เพราะค่าเงินจะขยับเปลี่ยนไปมาไม่คงที่อีกแล้ว นักวิเคราะห์พากันคาดว่าเงินหยวนจะปรับเปลี่ยนราว 3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนทีละน้อย ซึ่งอาจสร้างความอึดอัดใจให้กับสหรัฐครั้งใหม่
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายคนอาจจะตีปีกว่า สินค้าส่งออกจากจีน อาจจะมีราคาแพงขึ้น ทำให้สินค้าบางประเภทของไทยส่งออกได้ดีขึ้น หากไม่ดูอัตราแลกเปลี่ยนให้ละเอียด อาจจะขายดีขึ้นแต่ไม่ได้อะไรเพิ่มเพราะขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด ก็เจองานยากที่ท้าทายเข้าไปอีก เพราะในตะกร้าเงินของทุนสำรองทางการนั้น ธปท.ใช้วิธีการลดหรือเพิ่มน้ำหนักสกุลเงิน รักษาเงินกองทุนไว้ไม่ให้ลดลง และขณะนี้ ธปท.เองก็เจอผลกระทบจากค่าเงินยูโรอ่อน ทำให้ทุนสำรองขาดทุนทางบัญชีไปจำนวนหนึ่ง หลังจากลดน้ำหนักเงินเหรียญสหรัฐลงเมื่อก่อนหน้านี้เพราะเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหา
ขณะนี้ค่าเงินเยนและค่าเงินหยวนก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปอีก ก็จะทำให้ค่าเงินบาทดูแข็งค่าขึ้นทันที ธปท.จะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไรที่จะไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งจนเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจ
แต่สิ่งที่น่าจับตามองสำหรับไทยก็คือ การแข็งค่าของเงินหยวนจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น... ตรงนี้แหละที่รัฐบาล กระทรวงการคลัง รวมทั้งแบงก์ชาติ จะตอบกับผู้ส่งออกของไทยได้อย่างไร
เพราะแค่ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่เหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้ส่งออกของไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย ต่างก็ร้องลั่น และพยายามเรียกร้องให้แบงก์ชาติดูแลตค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป ไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบแล้ว
ซึ่งในครั้งนี้หากจีนขืนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นราว 3% ค่าเงินบาทจะแข็งค่าเป็น 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
วันนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี คงต้องเร่งจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ จับตามองค่าเงินหยวนอย่างใกล้ชิด เพราะแม้ระหว่างจีนกับสหรัฐฯจะปลดล็อกได้ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยนั้นหลีกเลี่ยงไม่พ้นแน่
แม้วันนี้จะดูเหมือนว่า ตลาดหุ้นไทยขานรับการแข็งค่าขึ้นของเงินหยวน แต่ก็เป็นการขานรับในแง่ของการเก็งกำไรจากค่าเงิน ที่มองว่าเมื่อเงินหยวนแข็ง ก็จะทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งขึ้น และนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท และเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อให้ได้กำไรสองต่อ
แต่ถ้ายิ่งเก็งกำไรค่าเงินบาทจนแข็งค่าขึ้นมากๆ ส่งออกไทยจะไหวหรือ???จบ
—และผู้ส่งออกไม่ได้รับผลกระทบ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่ท้าทาย ซึ่งรัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และจับตาดูอย่างใกล้ชิด






