
โจทย์ใหญ่รัฐบาล
ปัญหาใหญ่ที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือการขับเคลื่อนนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของข้าราชการประจำ
ปัญหาใหญ่ที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือการขับเคลื่อนนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของข้าราชการประจำ และบรรดารัฐมนตรีที่ทำงานชักช้าอืดอาด จึงทำให้มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผลสัมฤทธิ์ที่ล่าช้า ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารราชการแผ่นดิน
แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะขาดทีมงานในการติดตามนโยบาย จึงทำให้นโยบายทั้งหลายที่กระหน่ำออกมาเป็นชุดไร้ฤทธิ์เดชในการพยุงเศรษฐกิจที่ซบเซา จนเกิดภาวะฝืดเคืองไปทั่งทุกอณูของประเทศ
กรณีข้อขัดแย้งในการปฏิบัติของหน่วยงานเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนและพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเกี่ยวกับการปล่อยกู้ในวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงการคลังไปเจรจากับธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้เข้าไปร่วมปล่อยสินเชื่อแห่งละ 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 4 หมื่นล้านบาท แก่กองทุนหมู่บ้านที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี (A, B) กว่า 5 หมื่นกองทุน ในอัตราดอกเบี้ย 5% เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดว่า มีความชักช้าอืดอาดในการดำเนินการทางนโยบาย
เพราะมติคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในเดือน ก.พ.นั้น มีความชัดเจนว่า รัฐบาลจะใช้เครื่องมือทางการเงินที่ส่งผ่านจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไปยังกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 5 หมื่นกว่าแห่ง เพื่อเป็นท่อส่งผ่านทางการเงินไปยังประชาชนในระดับฐานรากเพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน จึงให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไปพิจารณาจัดหาเงินมาสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าธนาคารของรัฐเสนออัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้มา 5% แต่บอร์ดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเห็นว่า
เป็นอัตราที่สูงเกินไป ไม่จูงใจให้กองทุนหมู่บ้านนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกในอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปัจจุบันประมาณ 6-8% จึงเสนอให้ไปพิจารณาปรับปรุงมาตั้งแต่เดือน ก.พ.
ทว่า จนปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังไร้ข้อยุติ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจโลก และปัญหาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จนกำลังซื้อหดหาย ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและกระทรวงการคลัง อ้างว่า ดอกเบี้ยที่เสนอไปเหมาะสมแล้ว เพราะธนาคารมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 2% เศษ มีต้นทุนค่าบริหารจัดการอีกประมาณ 1.5% หากปล่อยกู้ที่ 5% แล้วกองทุนหมู่บ้านนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกที่มีอยู่ประมาณ 13 ล้านคน ในอัตราดอกเบี้ย 7% ก็จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 2%
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า แม้นโยบายในการกระตุ้น กำลังซื้อระดับฐานรากจะดีแค่ไหน แต่หากไม่สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ การแก้ไขปัญหาก็ยากจะสัมฤทธิผล







