posttoday
แก้ค้ามนุษย์ พยุงส่งออก

แก้ค้ามนุษย์ พยุงส่งออก

17 เมษายน 2558

ประมาณการและคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ประมาณการและคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้ คงจะใช้เป็นตัววัดผลและนำไปใช้วางแผนอะไรไม่ได้ง่ายนัก เพราะสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ ยังคงปรับขึ้นและลดตัวเลขลงไม่หยุด

ล่าสุดก่อนเทศกาลสงกรานต์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับเพิ่มจีดีพีไทยใหม่เป็น 3.7% จากเมื่อเดือน ก.พ.ที่ลดตัวเลขลงเหลือ 3.5% เนื่องจากเห็นว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวจากราคาพลังงานที่ลดลง

แต่ไอเอ็มเอฟฟันธงว่า การส่งออกของไทยในปีนี้จะติดลบ 2.2% เป็นการติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3 อันเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และปัญหาเศรษฐกิจยุโรปยังไม่ฟื้นตัว

สอดคล้องกับคำกล่าวของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การส่งออกตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาเริ่มเหลือ 2% ส่วนปี 2556 เริ่มที่จะติดลบ และปี 2557 ติดลบ ขณะที่ปีนี้ก็คงจะติดลบเหลือเท่ากับ 0% นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาการเมือง แต่มาจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศผู้ซื้อ

“ในปี 2553 ที่มีการประท้วงขับไล่รัฐบาล การส่งออกก็สามารถส่งออกได้ แต่ระยะหลังที่มีการปรับตัวลดลงจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะเรื้อรังไปอีกนาน โดยเริ่มมาจากเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท กับลักษณะสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากในเวลานี้ไม่สามารถจะแข่งขันกับคู่แข่งได้ ทำให้ยอดส่งออกที่เคยโตปีละ 15-20% ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญอย่างยุโรปเองยังไม่ฟื้น และเป็นทวีปที่มี 3-4 ประเทศมีอัตราการว่างงานถึง 20% และอีกกว่า 10 ประเทศมีอัตราการว่างงานกว่า 10% ขณะที่สหรัฐก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เพราะยังมีอัตราการว่างงานถึง 5.8% จึงยังฟื้นตัวไม่เพียงพอที่จะมาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของโลกตามเดิม

ทางด้านญี่ปุ่นก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จีนก็อยู่ในระยะที่กำลังปราบปรามคอร์รัปชั่น ส่งผลให้เศรษฐกิจส่วนเกินหายไป โดยเศรษฐกิจส่วนดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้จีดีพีของจีนโตชะลอตัวจาก 8% เหลือ 6% และส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าชะลอตาม

เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่ทั้ง 4 ประเทศชะลอตัวลง คงหนีไม่พ้นที่ไทยจะขายของได้น้อยลง ปัจจัยดังกล่าวนี้เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไทยถูกกระทบแรงมาก ทำให้ยอดส่งออกเดือน ม.ค.ลดลง 3.7% ส่วนเดือน ก.พ.ลดลง 6.1%

ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะพึ่งพาการส่งออกไม่ได้ แม้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ประเมินว่าในปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ถึง 11.2 ล้านตัน จากปีที่แล้วอยู่ที่ 10.95 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากไทยมีแผนขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) กับจีน

ในขณะที่ในปี 2557 ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวไปให้อินเดียซึ่งส่งออกข้าวมากที่สุด 11.3 ล้านตัน ไทยเป็นอันดับสอง 10.95 ล้านตัน ส่วนปีนี้เอฟเอโอคาดว่าอินเดียจะส่งออกได้ราว 9.3 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการซื้อของประเทศบังกลาเทศและศรีลังกาลดน้อยลง

แม้จะได้แชมป์ส่งออกข้าวโลกกลับมาก็ไม่น่าดีใจ เพราะ 1-2 ปีมานี้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลงมาก การส่งออกเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ แต่ในมูลค่าแล้วแทบจะไม่เพิ่มขึ้นแถมจะลดลงอีกด้วย

หลายหน่วยงานที่ดูแลการส่งออก ถอดใจกับการแก้ไขปัญหาการส่งออกถดถอย ทั้งที่ควรจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกที่จะต้องทำควบคู่ไปทั้งปัญหาระยะสั้นและระยะยาว

ปัญหาระยะยาวที่จะต้องแก้ไข คือ การปรับโครงสร้างการส่งออก ซึ่งจะต้องเปลี่ยนหลายอย่างทั้งการกำหนดอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนในสินค้าที่อยู่ในความต้องการของตลาด และการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง มากกว่าจะใช้ราคาต่ำเพื่อให้ขายสินค้าได้มาก รวมทั้งการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพราะไทยอาจจะมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี ที่กำลังเป็นเรื่องเป็นราวกันอยู่ในขณะนี้ คือ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ที่ถูกกล่าวหาโดยรัฐบาลสหรัฐว่าไทยมีการค้ามนุษย์และใช้แรงงานผิดกฎหมายบนเรือประมง และขู่จะประกาศลดระดับชั้นประเทศไทยไปอยู่ในเทียร์ 3 (Tier 3 Watch List) คือเป็นประเทศที่มีการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์น้อยมาก เป็นเรื่องที่จะสร้างผลกระทบให้การส่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจจะไม่ต้องสนใจแก้ไขปัญหาการส่งออก หันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างเดียวก็ได้ หากไทยไม่ได้พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นสัดส่วน 60-70% ของจีดีพี แต่เมื่อไทยมีรายได้มาจากการค้าขายระหว่างประเทศ การจะไม่สนใจกฎเกณฑ์การค้าใดๆ จึงเป็นไปไม่ได้

แหล่งข่าวจากสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อการที่ไทยติดในบัญชีเทียร์ 3 ที่มีการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์น้อยมาก รัฐบาลจำเป็นต้องรีบแก้ไขปัญหาให้เร็วและจริงจังมากกว่านี้ หากรัฐบาลนำเอามาตรา 44 มาใช้การแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์น่าจะช่วยให้แก้ไขปัญหาได้เด็ดขาดและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

“หากใช้อำนาจของ คสช.เข้าไปจัดการ ก็น่าจะแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น และขุดรากถอนโคนขบวนการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่จับแค่เล็กๆ น้อยๆ เมื่อไม่เห็นผลชัดเจนก็คงไม่มีใครคิดว่าไทยแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ส่วนเรื่องปัญหากับสหภาพยุโรป ทางผู้ปฏิบัติงานก็อ้างแต่เป็นปัญหาที่ผู้ผลิตอาหารทะเลของสเปนเท่านั้น และไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา” แหล่งข่าวเปิดเผย

ความกังวลใจของภาคเอกชนที่มีต่อเรื่องนี้ เป็นเพราะเกรงว่าเรื่องค้ามนุษย์นี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่การต่อต้านสินค้าอาหารทะเล ซึ่งการส่งออกสินค้าประมงไทยมีมูลค่าไม่น้อยเลย และตลาดส่งออกที่สำคัญคือ สหรัฐ มีสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกสินค้าประมงไปตลาดโลก ส่งออกไปสหภาพยุโรปมีสัดส่วน 13% ส่วนตลาดอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สัดส่วน 31% จีนสัดส่วน 7-8%

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกสินค้าประมงไทยก็แก้ไขปัญหาด้วยการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ผลกระทบด้านมูลค่าการส่งออกอาจจะไม่ร้ายแรง แต่ภาพลักษณ์ต่อประเทศแรงกว่าหลายเท่า

สิ่งที่ผู้ส่งออกห่วง คือ กลัวปัญหาจะลามไปถึงการต่อต้านสินค้าประเภทอื่นได้ในอนาคตที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ เพราะภาพลักษณ์ประเทศไม่ดี ผู้ซื้อจดจำแต่ภาพลบ ทำให้ไม่เลือกซื้อสินค้าจากไทยเป็นอันดับแรกๆ

แหล่งข่าวระบุว่า เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนที่จะทำให้ผู้ขายสินค้าแข่งกับไทยนำเอาไปโจมตีได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดซบเซา ผู้ซื้อมีจำกัด จึงอย่าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แก้ปัญหาแบบขอไปที เดี๋ยวปัญหาก็จบเองไม่ได้ การแก้ไขปัญหาอาจจะต้องทำอย่างขุดรากถอนโคน ซึ่งใครเป็นขาใหญ่ในแวดวงการจัดหาแรงงานในแต่ละพื้นที่ การข่าวของรัฐบาลก็น่าจะรู้ว่าใครเป็นใคร

ปัญหาการกระทำผิดกฎหมายและไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทั้งเรื่องการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า ค้าสัตว์ป่าและพรรณพืชที่เป็นพันธ์ุสงวน ค้างาช้าง ฯลฯ ส่วนใหญ่จะกระทำโดยผู้มีอิทธิพล ซึ่งต้องอาศัยอำนาจพิเศษเข้าไปจัดการ ล้างไพ่ ล้มขบวนการกระทำผิดกฎหมายที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์