posttoday
นวัตกรรมรัฐธรรมนูญ 4 มิติ

นวัตกรรมรัฐธรรมนูญ 4 มิติ

17 เมษายน 2558

หลังจากนี้จะต้องเฝ้าติดตามว่า สปช.จะมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร

โดย...เจษฎา จี้สละ

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ต้องจับจ้องไปที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปพิจารณารอบแรก เพื่อท้วงติงหรือเสนอแนะเพิ่มเติม ในวันที่ 20-26 เม.ย.นี้ และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนทั่วไป ก่อนที่ สปช.จะพิจารณา ทาง กมธ.ยกร่างฯ ได้จัดทำอินโฟกราฟฟิกแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ทั้งนี้ ทาง กมธ.ยกร่างฯ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้จัดวางบทบัญญัติในภาค หมวด และส่วนต่างๆ ให้เชื่อมโยงและหนุนเสริมต่อกัน เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายร่วม 4 มิติ คือ 1.สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2.การเมืองใสสะอาดและสมดุล 3.หนุนสังคมให้เป็นธรรมและ 4.นำชาติสู่สันติสุข

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นร้อนที่ทุกคนเฝ้าจับตา คือ สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ปฏิรูปสังคมไทยไม่ให้เผชิญกับวิกฤตเช่นในอดีต ประเดิมด้วยการบัญญัติเปลี่ยนโฉมโครงสร้างระบบพรรคการเมือง

โดยบัญญัติให้พรรคการเมืองจะต้องมีการหยั่งเสียงของประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมือง ก่อนที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น สส.แบบเขต หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ดังที่รู้จักกันในนาม “Primary Vote”

อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือ การออกแบบโครงสร้างของระบบรัฐสภาที่ยังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สภาผู้แทนราษฎร ประกอบไปด้วยสมาชิก 450-470 คน จำแนกเป็น สส.แบบเขต 250 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 200-220 คน

สำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบเขต กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงได้เขตละ 1 คน (One Man One Vote) โดยยึดการคำนวณเกณฑ์ประชาชนเฉลี่ยกับจำนวน สส.แบบเขต 250 คน ซึ่งมีวิธีคำนวณ สส.แบบเขต ที่แต่ละจังหวัดพึงมีได้ ดังนี้ 1.จังหวัดใดมีประชากรไม่ถึงเกณฑ์ สส. 1 คน ให้จังหวัดนั้นมี สส.ได้ 1 คน ส่วนจังหวัดใดมีประชากรเกินเกณฑ์ สส. 1 คน ให้จังหวัดนั้นมี สส.เพิ่มได้อีก 1 คน

2.หากจำนวน สส.แบบเขตยังไม่ครบ 250 คน ให้จังหวัดที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้ สส.เพิ่มอีก 1 คน รวมถึงพิจารณาจังหวัดที่มีเศษเหลือในลำดับรองลงมา จนได้ สส.แบบเขตครบ 250 คน และ 3.ในจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งมากกว่า 1 เขต จะต้องแบ่งเขตเลือกตั้งให้ติดต่อกัน โดยจำนวนประชากรแต่ละเขตใกล้เคียงกัน ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่ต่างจากการเลือกตั้งเดิม เพียงแต่จะได้ สส.แบบแบ่งเขตลดลง

ส่วนการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อแบบใหม่ จำแนกเขตการเลือกตั้งเป็น 6 ภาค โดยประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองในบัญชีรายชื่อได้เพียงพรรคเดียว แต่จะต้องเลือกด้วยว่า สส.คนใดในบัญชีรายชื่อที่สมควรได้เป็น สส. (Open List) อย่างไรก็ตาม สามารถคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองควรจะได้ ดังนี้

1.นำคะแนนเสียงจากบัญชีรายชื่อทั้งหมดมารวมกัน เพื่อคำนวณหาจำนวน สส.ตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมืองพึงมีได้ 2.นำจำนวน สส.แบบเขตที่แต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมืองได้รับมาเทียบกับจำนวน สส.ทั้งหมดที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองจะพึงมีได้ เพื่อคำนวณให้ได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคหรือกลุ่มการเมืองนั้นทั้งหมด

3.กรณีที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ให้เพิ่มสมาชิกจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นจนเท่าจำนวนสัดส่วน สส.ที่คำนวณได้

4.กรณีที่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจะพึงมีได้ มีจำนวนเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองได้รับในเขตเลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นมีจำนวน สส.บัญชีรายชื่อเฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง

5.กรณีที่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่คำนวณได้ รวมกันมากกว่า 220 คน ให้ปรับลดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมืองลงตามสัดส่วนให้รวมกันเป็น 220 คน และ 6.การจัดสรร สส.ให้กับบัญชีรายชื่อของพรรคหรือกลุ่มการเมืองแต่ละภาค ให้คำนวณโดยเฉลี่ยสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคหรือกลุ่มการเมืองที่ได้รับในภาคนั้น กับคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศของพรรคหรือกลุ่มการเมืองนั้น

นอกจากนั้นแล้ว คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังได้บัญญัติให้มีการได้มาซึ่ง สว.รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การเลือกตั้งโดยอ้อม” ซึ่งจะมี สว.เข้าสู่วุฒิสภาทั้งหมดไม่เกิน 200 คน ดังนี้ 1.ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และข้าราชการฝ่ายทหารซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยวิธีเลือกกันเองในแต่ละประเภทไม่เกิน 10 คน

2.ผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง โดยเลือกกันเองไม่เกิน 15 คน 3.ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น ซึ่งเลือกกันเอง จำนวนไม่เกิน 30 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน สังคม คุ้มครองผู้บริโภค และปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ จำนวน 58 คน และ 5.ผู้ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 คน โดยให้เลือกตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมตามด้านต่างๆ ซึ่งได้รับการคัดกรองไม่เกิน 10 คน

อย่างไรก็ตาม สว.มีอำนาจในการเสนอกฎหมายเช่นเดียวกับ สส. รวมถึงสามารถร่วมกับ สส.ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยใช้มติกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอาศัยมติ 2 ใน 3 ของรัฐสภาอีกด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของคณะรัฐมนตรียังคงประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน แต่เพิ่มเติมบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า “นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา และให้ถือว่าการเข้าประชุมดังกล่าวเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่น” ซึ่งแตกต่างจากหลักการในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ยึดหลักแบ่งแยกอำนาจ จึงไม่มีการบัญญัติหลักการนี้ไว้

ในส่วนท้ายสุดของบทบัญญัติในส่วนนี้ คือ การวางกรอบความสัมพันธ์ของข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน โดยคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำหลักการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยใช้ระบบคุณธรรมมาปรับใช้ ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม”

ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่พิจารณารายชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง หรือย้ายบุคคลดังกล่าวให้พ้นจากตำแหน่ง เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

ก้าวย่างหลังจากนี้จะต้องเฝ้าติดตามว่า สปช.จะมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมือง ที่จะเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศต่อไป

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล