posttoday
เลิกจำนำข้าว รัฐใช้ประกันภัยแทน

เลิกจำนำข้าว รัฐใช้ประกันภัยแทน

16 เมษายน 2558

กระทรวงการคลังกำลังจะเสนอโครงการประกันภัยนาข้าวปี 2558 เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้ทันต่อฤดูกาลผลิตที่กำลังจะเริ่มใหม่ ไม่ให้ตกม้าตายแบบเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและความไม่สงบทางการเมือง ทำให้โครงการประกันภัยนาข้าวปี 2557 เปิดรับคนเข้าโครงการล่าช้ากว่ากำหนดจนพลาดเป้า มียอดเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 5.42 หมื่นราย คิดเป็นพื้นที่ปลูกนาข้าวกว่า 8.12 แสนไร่ หรือคิดเป็น 54.28% ของเป้าหมาย

กระทรวงการคลังกำลังจะเสนอโครงการประกันภัยนาข้าวปี 2558 เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้ทันต่อฤดูกาลผลิตที่กำลังจะเริ่มใหม่ ไม่ให้ตกม้าตายแบบเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและความไม่สงบทางการเมือง ทำให้โครงการประกันภัยนาข้าวปี 2557 เปิดรับคนเข้าโครงการล่าช้ากว่ากำหนดจนพลาดเป้า มียอดเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 5.42 หมื่นราย คิดเป็นพื้นที่ปลูกนาข้าวกว่า 8.12 แสนไร่ หรือคิดเป็น 54.28% ของเป้าหมาย

จากการหารือระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัย และคณะกรรมการบริหารและกำกับระบบประกันภัย (คปภ.) ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ยังคงเป้าหมายพื้นที่ทำประกัน 1.5
ล้านไร่ตามเดิม จากฐานข้อมูลที่มีชาวนาปลูกข้าวกว่า 3.5 ล้านครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 64 ล้านไร่

ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจะลดลงจากเดิมอีก 5% และยังคงใช้รูปแบบการรับประกันและค่าเบี้ยตามแนวทางเดียวกับปี 2557 คือ กำหนดให้แบ่งระดับพื้นที่ทำประกันภัยเป็น 5 ระดับ คือ พื้นที่เสี่ยง
ต่ำที่สุด พื้นที่เสี่ยงต่ำมาก พื้นที่เสี่ยงต่ำ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง และพื้นที่เสี่ยงสูง โดยคิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ อยู่ที่ 129.47 บาท/ไร่ 247.17 บาท/ไร่ 376.64 บาท/ไร่ 472.94 บาท/ไร่ และ 510.39 บาท/ไร่ ตามลำดับ

เกษตรกรจะจ่ายค่าเบี้ยประกันในอัตราเพียง 60 บาท/ไร่ 70 บาท/ไร่ 80 บาท/ไร่ 90 บาท/ไร่ และ 100 บาท/ไร่ ที่เหลือรัฐจะเป็นผู้อุดหนุนค่าเบี้ยประกันแทนเกษตรกร อัตรา 69.47 บาท/ไร่ 177.17 บาท/ไร่ 296.64 บาท/ไร่ 382.94 บาท/ไร่ และ 410.39 บาท/ไร่ ตามลำดับ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าอีกไร่ละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 50-90 บาท/ไร่

สำหรับการประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชย 1,111 บาท/ไร่ ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาดได้รับการชดเชย 555 บาท/ไร่ และกรณีที่ประสบความเสียหาย เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเบื้องต้น 1,113 บาท/ไร่ เมื่อรวมกับประกันภัยที่เกษตรกรซื้อไว้อีก 1,111 บาท/ไร่ เท่ากับเกษตรกรได้รับเงินชดเชยไร่ละ 2,224 บาท ช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนที่สามารถเริ่มต้นการเพาะปลูกในรอบถัดไปได้ โดยในปีที่ผ่านมารัฐจ่ายเงินสมทบค่าเบี้ยไป 470 ล้านบาท

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ปี 2558 โครงการประกันภัยนาข้าว มีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมถึง 7 บริษัท คือ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ทิพยประกันภัย วิริยะประกันภัย กรุงเทพประกันภัย นวกิจประกันภัย ไทยรับประกันภัยต่อ เจ้าพระยาประกันภัย และทูนประกันภัย จากเดิมมีเพียง 3 บริษัท คือ ทิพยประกันภัย ประกันภัยไทยวิวัฒน์ และเจ้าพระยาประกันภัย

สำหรับปีนี้ได้ปรับลดเบี้ยประกันภัยจากอัตราเดิมลงอีก 5% เท่ากันทุกพื้นที่ ทั้งพื้นที่เสี่ยงสูงไล่ไปถึงพื้นที่เสี่ยงต่ำ ซึ่งการปรับราคาลงเป็นผลมาจากการหารือกับทางบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ โดยทางประกันภัยต่อยอมรับได้ จึงได้ปรับราคาลง ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเก็บประกันเองเพิ่มจาก 5% เป็น 10% และส่งประกันภัยต่อน้อยลงจาก 95% เหลือ 90% และจะมีการยกเลิกเงื่อนไขเดิมที่กำหนดให้ซื้อก่อน 45 วัน แต่จะใช้วิธีกำหนดวันขายวันสุดท้ายแทน ซึ่งจะกำหนดวันสุดท้ายที่ซื้อได้แตกต่างกันไปตามแต่ละภาค เช่น ภาคกลางต้องซื้อประกันก่อนวันที่ 20 ก.ค. ส่วนภาคใต้ต้องซื้อก่อนวันที่ 20 ธ.ค. ถึงจะได้รับความคุ้มครอง ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ยอดทำประกันจะเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าผลจากการที่รัฐยังจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง จะมีผลให้คนไม่สนใจทำประกันภัยพืชผล เพราะต้องการรอเงินช่วยเหลือจากรัฐ

ดังนั้น ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ จากการใช้วิธีของการตั้งงบประมาณประจำปีมาจ่ายเป็นเงินช่วยเหลือ ถ้าเปลี่ยนเป็นการสนับสนุนคนให้เข้าสู่ระบบประกันภัยมากขึ้น โดยให้ผู้ที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายได้มีส่วนในการจ่ายเบี้ยประกันภัย โดยเริ่มการส่งเสริมที่เกษตรกรวัยทำงาน เพราะจะยอมรับการประกันภัยมากกว่าคนชรา

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะผลักดันเรื่องการประกันภัยนาข้าว และการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น เพื่อให้สอดรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

เพราะหากรัฐต้องการปฏิรูปชาวนาทั้งระบบให้ ลด ละ เลิก ประชานิยมให้ได้ “ต้องใจแข็ง” ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มเดินมาถูกทางแล้ว คือการเลิกการผูกขาดตลาดผู้ซื้อ ด้วยการเลิกโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ขณะที่เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ต้องผลักดันให้เกษตรกรรู้จักการประกันความเสี่ยงของตัวเองด้วยการซื้อประกันภัย

เพราะหากจะรอแต่ขอให้มีการตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยภัยธรรมชาติ ปีหนึ่งก็ใช้เงินไม่น้อยกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท และในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง เช่น น้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมาต้องใช้งบประมาณมากถึง 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

แต่ก็ต้องพิจารณาอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้อาจจะเป็นช่วงที่ไม่เหมาะสม แต่เมื่อลองพิจารณาดูค่าเบี้ยที่เกษตรกรต้องจ่ายเอง 50-90 บาท/ไร่ ก็ไม่ถือว่าเป็นภาระที่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไปนัก ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่รัฐบาลจะกล้าปฏิรูปภาคเกษตรกรทั้งระบบได้อย่างที่ว่าไว้หรือไม่ แต่ถ้ากลัวเสียคะแนนเสียงก็คงต้องทำประกันภัยนาข้าวกันแบบลูกผีลูกคนเช่นนี้กันต่อไป 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์