
ร่าง รธน.ใหม่ ซ่อนกลดัดหลังนักการเมือง
เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญมีการวางมาตรการจัดการกับพฤติกรรมแย่ๆ ของนักการเมืองที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีหลักของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บนการให้ “พลเมืองเป็นใหญ่” แต่อีกด้านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญมีการวางมาตรการจัดการกับพฤติกรรมแย่ๆ ของนักการเมืองที่ผ่านมาด้วย โดยเบื้องต้นมีถึง 5 มาตรการ
1.สิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งควรทำและไม่ควรทำ ในส่วนนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดขึ้นมาใหม่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญภาค 2 หมวด 1 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี แบ่งเป็น “สิ่งที่ควรทำ” 5 ประการ ได้แก่ (1) แยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ (2) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง (3) ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่บิดเบือน (4) แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง (5) ต้องคัดค้านการกระทำที่มีลักษณะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
ส่วน “สิ่งที่ไม่ควรทำ” มีทั้งสิ้น 6 ประการ (1) ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคการเมือง (2) ละเมิดศีลธรรม (3) ใช้วาจาไม่สุภาพหรือกระทำการที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนในชาติหรือศาสนา (4) ยอมให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดครอบงำในทางมิชอบด้วยกฎหมาย (5) ใช้อำนาจที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง และ (6) ชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
2.ควบคุมการใช้งบประมาณ บัญญัติอยู่ในหมวด 5 การคลังการงบประมาณ โดยกำหนดให้ “การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน การก่อหนี้ และภาระผูกพันที่มีผลต่อรายได้ต่อเงินรายได้แผ่นดิน ต้องอยู่ภายใต้หลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการรักษาวินัยทางการคลัง” นอกจากนี้ยังเพิ่มมาตรการการตรวจสอบการใช้งบประมาณของฝ่ายบริหารในรูปแบบใหม่ ด้วยการให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สามารถไต่สวนและส่งเรื่องให้ศาลปกครองแผนกคดีวินัยการเงินการคลังและการงบประมาณพิจารณาได้
3.ห้าม สส.นำเงินงบประมาณลงพื้นที่ตัวเอง เป็นอีกมาตรการอยู่ในหมวดการคลังการงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาที่มักจะมี สส.จำนวนไม่น้อยใช้เอกสิทธิ์ในสภาลดทอนงบประมาณที่อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีไปลง
พื้นที่ตัวเอง หรือที่เรียกกันว่า “งบแปรญัตติ” ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งของการทุจริต ดังนั้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ จึงเขียนบัญญัติออกมาว่า “ในกรณีที่มีการแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายการหรือจำนวนในรายการใด จำนวนรายจ่ายที่ลดหรือตัดทอนนั้น จะนำไปจัดสรรสำหรับรายการ กิจกรรม แผนงาน หรือโครงการที่ตั้งขึ้นใหม่มิได้”
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำเอาเรื่องงบประมาณในแต่ละปีที่องค์กรอิสระควรได้รับมาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง เช่น ในกรณีที่ไม่พอใจ ป.ป.ช.ก็มักจะตัดลดงบประมาณของ ป.ป.ช. เป็นต้น
4.การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการด้วยระบบคุณธรรม เดิมทีการโยกย้ายข้าราชการจะเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่มีหลายครั้งที่การโยกย้ายข้าราชการเกิดความไม่เป็นธรรม จนมีการฟ้องร้องในกระบวนการยุติธรรม
คณะ กมธ.ยกร่างฯ จึงออกแบบระบบใหม่ไว้ในหมวด 6 เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน โดยให้มี “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม” จำนวน 7 คน มีหน้าที่เสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทวง หรือย้ายหรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งต่อนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการให้การสั่งการบริหารราชการแผ่นดินต่อข้าราชการของรัฐบาลต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีภาระความรับผิดชอบกับคำสั่งที่ตัวเองได้สั่งผู้ใต้บังคับบัญชา จะได้เลิกโทษว่าเป็นการทำผิดของฝ่ายปฏิบัติแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ความผิดส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายนโยบาย อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องออกคำสั่งกับข้าราชการเป็นลายลักษณ์อักษร เฉพาะกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน โดยสามารถสั่งเป็นวาจาได้
5.ให้วุฒิสภากลั่นกรองรายชื่อว่าที่รัฐมนตรี เป็นที่ทราบกันดีว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหลักการที่รัฐธรรมนูญหลายฉบับได้วางเอาไว้ แต่มีหลายครั้งที่มักเกิดกรณีที่มีคำถามว่ารัฐมนตรีบางคนที่มาดำรงตำแหน่งนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่
คณะ กมธ.ยกร่างฯ วางหลักการใหม่ไว้ในหมวด 4 คณะรัฐมนตรี ว่า “ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำชื่อรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจะต้องนำชื่อผู้ซึ่งเป็นรัฐมนตรีส่งให้ประธานวุฒิสภา แล้วให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมเพื่อดำเนินการต่อไป” แต่กระนั้นอำนาจส่วนนี้ของวุฒิสภามีแค่การทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบและประกาศให้สาธารณะทราบภายใน 15 วันเท่านั้น โดยวุฒิสภาไม่มีอำนาจลงมติว่าจะให้หรือไม่ให้ความเห็นชอบกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของบุคคลหนึ่งบุคคลใด
ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการเบื้องต้นที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้วางเอาไว้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่หลังจากการอภิปรายเสนอความเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเพิ่มเครื่องมือใหม่และความเข้มข้นเข้าไปอีก เพื่อให้ผู้ที่จะมาใช้อำนาจรัฐในอนาคตอยู่ในกติกา







