
ไพบูลย์เสนอไอเดียรัฐจัดงบหนุนเอกชนรับอดีตนักโทษทำงาน
"บิ๊กต๊อก" สั่งราชทัณฑ์ส่งรายชื่ออดีตนักโทษ 38,000 คนเพื่อจัดระบบรองรับหลังปล่อยตัว เสนอไอเดียอุดหนุน เงิน30% ให้เอกชนรับเข้าทำงาน
"บิ๊กต๊อก" สั่งราชทัณฑ์ส่งรายชื่ออดีตนักโทษ 38,000 คนเพื่อจัดระบบรองรับหลังปล่อยตัว เสนอไอเดียอุดหนุน เงิน30% ให้เอกชนรับเข้าทำงาน
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมาตรการและแนวทางการรองรับผู้ต้องโทษหลังได้รับการปล่อยตัว ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน เพื่อจัดระบบรองรับการปล่อยผู้ต้องโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชอภัยโทษ จำนวน 38,000 คน
ทั้งนี้สังคมอาจมีข้อห่วงใยในการกลับมาใช้ชีวิตในสังคม ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลยมีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประชุมหารือ ในการคิดระบบรองรับคนกลุ่มนี้ให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก กระทรวงยุติธรรมในฐานะเจ้าภาพจึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือแนวทางปฏิบัติร่วมกัน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่จะมารองรับระบบการปล่อยตัว จะมี 2 ระยะ ทั้งระยะยะสั้นและระยาว แต่ตอนนี้ต้องทำในระยะสั้น ระหว่างรอการปรับแก้กฎหมายราชทัณฑ์ฉบับใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ตอนนี้มีกลุ่มบุคคลจำนวน 38,000 คนได้รับปล่อยตัวตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ทางกระทรวงยุติธรรมเห็นควรที่จะส่งรายชื่อทั้งหมด ให้กับกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์ รับไปดำเนินการ
ทั้งนี้เพื่อติดตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายถึงการติดตามตัวเหมือนผู้ที่ถูกคุมประพฤติ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ต้องขัง แต่เป็นคนทั่วไปปกติ แต่ภาครัฐต้องมีระบบเข้าไปช่วยในคนกลุ่มนี้มีสภาพชีวิต ที่ปกติมีงานทำ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยระบบชุมชน กำนันผู้ใหญ่ ในแต่ละหมู่บ้านเข้าไปดูแล เหมือนลูกหลานในครอบครัว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องหารือร่วมกันเพื่อตกลงว่าจะ ยกร่างเป็นกฎกระทรวง หรือ รูปแบบ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน หรือ ต้องเขียนเพิ่มไปในกฎหมายราชทัณฑ์ เลนหรือไม่ ที่จะให้หน่วยงาน ทั้ง 3 หน่วย เข้ารองรับในระบบลักษณะการปล่อยตัวผู้ต้องขังเช่นนี้ อย่างน้อยเป็นการยืนยันได้ว่าในอนาคตภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลอกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริง ถาวร เป็นรูปธรรมยั่งยืน
ทั้งนี้พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้สังคมเชื่อมั่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยการมีระบบรองรับ ดีกว่าไม่มีอะไรเลย การเดินไปหาที่บ้านถามสารทุกข์สุขดิบใส่ใจเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ดูแลเรื่องอาชีพการงาน มันเป็นอีกรูปแบบที่รัฐเข้าไปช่วยจริงจัง หรือถ้าคนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือก็จะสามารถเดินไปหาที่พึ่งได้ จะได้ไม่ต้องกลับไปทำผิดแบบเดิม
"มีแนวคิดจะนำระบบที่ภาครัฐอุดหนุนบริษัท ที่รับกลุ่มคนเหล่านี้เข้าทำงาน รัฐอาจสนับสนุน 30 เปอร์เซ็นต์ขอเงินเดือน ของกลุ่มคนเหล่านี้ คล้ายๆกับที่ประเทศญี่ปุ่นทำ ทั้งนี้เป็นสิ่งที่กำลังคิดว่าจะรูปแบบใด และไม่อยากให้สังคนวิตกมากเกินไป ในการปล่อยตัวผู้ต้องขัง เพราะในความเป็นจริงแล้วอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทุกวัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามาจากคนกลุ่มนี้ คนธรรมดา ปกติ ที่ใช้ชีวิตอยู่เรือนจำ ก็ก่ออาชญากรรมได้ ตอนนี้รัฐกำลังหาระบบสอดส่องดูแล คนกลุ่มนี้และสิ่งสำคัญก็จะต้องไม่ไปกระทบสิทธิคนกลุ่มนี้ด้วย เพราะพวกเขาไม่ใช่นักโทษ ซึ่งระบบที่คิดขึ้นาต้องไม่สร้างความอึดอัด และการที่กระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปช่วยดูแลคนกลุ่มนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดี อยากให้เชื่อมั่นระบบที่ภาครัฐกำลังคิด"พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว







