posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (7)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (7)

14 เมษายน 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

นอกจากบรรดาสุภาพสตรีที่เป็นผู้นำรณรงค์เพื่อปฏิรูปกฎหมายทำแท้งแล้ว ผู้ชายก็ได้ร่วมรณรงค์จำนวนมาก บุคคลสำคัญท่านหนึ่งในงานนี้คือ อลาสแตร์ เซอร์วิส (Alastair Service)

เริ่มต้นอลาสแตร์ไปพูดคุยกับหมอเวชปฏิบัติ (General Practitioner หรือ  GP) พบว่า หมอส่วนมากสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมาย จึงได้ทำการสำรวจอย่างเป็นระบบในเขตตะวันเฉียงเหนือของลอนดอน หมอส่วนมากไม่พอใจกับสภาพความคลุมเครือของกฎหมายในขณะนั้น ไม่รู้ว่าอะไรเป็นการทำแท้งที่ถูกกฎหมาย เสียงสนับสนุนที่ได้จากการสำรวจนับเป็นข้อมูลสำคัญชิ้นใหม่ที่ต่อมาได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร

การที่สภาผ่านกฎหมายยกเลิกโทษประหารที่ผ่านการพิจารณาในช่วงปี 2507-2508 เป็นเสมือนการทำลายเขื่อนที่ขัดขวางการปฏิรูปสังคมหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2509 มีผู้เตรียมการปฏิรูปกฎหมายด้านสังคมที่สำคัญ คือ เจอรัลด์ การ์ดิเนอร์ (Gerald Gardiner) ประธานสภาขุนนาง (Lord Chancellor) ซึ่งทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรียุติธรรมด้วย ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ปฏิรูปกฎหมาย ณ บัดนี้” (Law Reform Now) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี  2506 ได้ระบุไว้ว่า กฎหมายทำแท้งเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่จำเป็นต้องปฎิรูปในพรรคแรงงานมี สส.กว่า 100 นายที่มีพื้นเพเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งน่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูป ทีมรณรงค์เริ่มจากการเลือก สส. 30 นาย ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูป แล้วค่อยๆ ขยายวงออกไปจนได้จำนวนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนที่สนับสนุน งานต่อไปก็คือการ “ทำงาน” กับผู้ที่ยังไม่มีท่าทีชัดเจนหรือที่คัดค้าน ซึ่งรวมแล้วก็ยังมีจำนวนไม่น้อย

อลาสแตร์ไปรับประทานอาหารที่บ้านของ สส.คริส ไพรซ์ (Chris Price) กับ สส.รอย แฮตเตอร์สเลย์ (Roy Hattersley) ที่ประกาศต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิรูปตามแฟชั่น” ในที่สุด คริส ไพรซ์ กับ ปีเตอร์ แจ็กสัน (Peter Jackson) ซึ่งเป็น สส.หน้าใหม่ของพรรคแรงงาน ก็ได้รวมทีม “วิป” เพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปเรื่องการทำแท้งของ เดวิด สตีล กลุ่ม สส.ที่สนับสนุนการปฏิรูป ได้แก่ สส.หนุ่มในพรรคแรงงาน ในพรรคเสรีนิยม เสียงส่วนใหญ่ก็สนับสนุน ส่วนในพรรคอนุรักษนิยมก็มีเสียงสนับสนุนกว่า 50 เสียง

ขณะนั้นอลาสแตร์ทำงานประจำเป็นผู้จัดพิมพ์ในบริษัทสร้างภาพยนตร์ของครอบครัวที่บริเวณใกล้สวนสาธารณะโคเวนต์ (Covent Garden) โดยทำงานตลอดสัปดาห์ จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ 5 โมงเย็น จากนั้นก็ใช้เวลาราว 10 นาที เดินไปที่สภาผู้แทนราษฎร ทำงานเคลื่อนไหวอยู่ถึง 2 ทุ่ม ช่วงนั้น วีรา ฮูตัน เป็นนายกสมาคมแล้ว เดิมอลาสแตร์ทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกของสมาคม วีรา ฮูตัน “เห็นแวว” จึงเปลี่ยนให้ไปทำหน้าที่ผู้จัดการด้านล็อบบี้ (Lobby Organizer) แทน ซึ่งอลาสแตร์ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดียิ่ง ทุกวันอลาสแตร์และทีมจะเข้าไปในบริเวณห้องโถงกลางของสภาผู้แทนราษฎรหรือเข้าไปในบาร์ของอาคารสภา ในมือจะมีรายชื่อของ สส. ที่ระบุว่าเป็นฝ่ายสนับสนุน คัดค้าน หรือเป็นกลาง อลาสแตร์มีโอกาส “คุย” อย่างจริงจังกับ สส.ราว 300-400 คน

อลาสแตร์มีผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันคือบรรดา สส. หนุ่มกลุ่มเล็กๆ ที่เห็นด้วยมากกับการปฏิรูปกฎหมายทำแท้ง ช่วงนั้นบรรดา สส. หนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มไม่พอใจนายกรัฐมนตรี ฮาโรลด์ วิลสัน ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง ทำให้เอื้อต่อการหาเสียงสนับสนุน แต่บรรยากาศบางครั้งก็รุนแรงเหลือเชื่อ เมื่ออลาสแตร์กำลังยืนคุยกับ สส.คนหนึ่ง มี สส.กลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากห้องประชุมกรรมาธิการ  คนหนึ่งตรงเข้าเตะก้น สส.ที่ยืนคุยอยู่กับอลาสแตร์ป้าบใหญ่ โทษฐานที่ยกมือค้านรัฐบาลเมื่อคืนวาน! บางคนพอไปคุยด้วยว่าจะช่วยสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ไหม ก็ถูกจ้องหน้าพร้อมเสียงคำรามว่า “ไปให้พ้น” (Piss off!) นี่คือสิ่งที่ทีมรณรงค์ต้องอดทน

แน่นอนว่าเสียงสนับสนุนในสภาต้องมีเสียงหนุนจากสาธารณชน การทำงานล็อบบี้ในสภาจึงต้องคู่ขนานไปกับการรณรงค์ในชุมชนและในวงกว้าง และมีการสำรวจทำโพลเป็นระยะๆ ซึ่งพบว่าประชาชนราว 2 ใน 3 สนับสนุนการปฏิรูปโดยราวร้อยละ 90 เห็นด้วยให้กระทำกรณีคุกคามต่อชีวิตและสุขภาพ ส่วนเหตุผลด้านสังคมมีผู้เห็นด้วยเกินร้อยละ 50 เล็กน้อยเท่านั้น งานเหล่านี้มีการประสานกันอย่างดีกับฝ่ายรณรงค์ โดย ไดแอน มันเดย์ และแมเดลีน ซิมส์ โดยการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมของฝ่ายเลขานุการสองคน คือ ไดลิส คอสซีย์ ผลโพลจะส่งไปให้บรรดา สส.ได้ทราบ

ในส่วนของคณะรัฐมนตรี แม้ชัดเจนว่านายกฯ วิลสัน ไม่มีท่าทีสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่วีรา ฮูตัน ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง ทำให้หลายคนในคณะรัฐมนตรีเข้ามาสนับสนุนอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะเมื่อ ดักลาส ฮูตัน สามีของ วีรา ฮูตัน ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย ทำให้สภายอมให้เวลาเพิ่มตลอดคืนถึงสองคืน ให้ สส.มีเวลาพิจารณาอย่างเต็มที่  ซึ่งตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้ง วีรา ฮูตัน  ไดแอน มันเดย์ และอลาสแตร์ เซอร์วิส เตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อให้ทั้งข้อมูลและช่วยในการปรับปรุงถ้อยคำในร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายมีความชัดเจนทั้งต่อประชาชนทั่วไปและแพทย์ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติต่อไป ข้อสำคัญคือต้องระมัดระวังมิให้นักกฎหมายในสภาซึ่งมีจำนวนมากทำให้หลักการในกฎหมายเบี่ยงเบนไป

ในที่สุดกฎหมายก็ออกมาในลักษณะ “ประนีประนอมตามแบบอังกฤษขนานแท้” (a very typical British compromise) โดยให้เป็นอำนาจดุลพินิจของแพทย์สองคน

แต่แม้กฎหมายจะออกมาได้เพียงนั้น อลาสแตร์ก็เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดที่เปลี่ยนสถานภาพสตรีในสังคมอังกฤษที่ผู้ชายต้องปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงในการสำนึกเรื่องความเป็นอิสระและการรับผิดชอบต่อตนเองของสตรี

หลังกฎหมายในอังกฤษออกมาไม่นาน ก็เกิดการปฏิรูปกฎหมายทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะในประเทศใหญ่ๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี โดยทุกประเทศต่างปฏิรูปก้าวหน้ากว่าของอังกฤษ นั่นคือให้อำนาจการตัดสินใจเป็นของผู้หญิงมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์