posttoday
ยืดพรก.ฉุกเฉิน ระวังดาบสองคม

ยืดพรก.ฉุกเฉิน ระวังดาบสองคม

23 มิถุนายน 2553

หน่วยงานด้านความมั่นคงมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงว่า รัฐบาลน่าจะต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีกรอบ หลังใกล้จะพ้นกรอบเวลาล็อตแรก 24 จังหวัด ในวันที่ 7 ก.ค.นี้

แน่นอนว่า การตัดสินใจคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคุกรุ่นขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ น่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลมากกว่า การไปเดินตามเสียงรบเร้าจากธุรกิจภาคท่องเที่ยว และเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ยิ่งในวันที่เชื้อความรุนแรงยังไม่ได้สลายหายไปจากสังคมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ระบุว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเตรียมเปิดฉากความไม่สงบในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รอแค่จังหวะและสัญญาณ

“การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จะทำให้กลุ่มคนที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองไม่สามารถทำอะไรได้โดยเสรี เพราะมีกฎหมายที่คอยเป็นเครื่องมือให้เราใช้ดำเนินการได้ ก็ทำให้สถานการณ์ดูดี ไม่รุนแรง แต่พวกนี้ก็คอยจ้องอยู่ เราเลิกใช้กฎหมายนี้เมื่อไหร่ เขาก็จะลุกขึ้นมาใหม่”

คำชี้แจงจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ยืนยันความจำเป็นไม่อาจยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากยังมีกลุ่มและมีขบวนการของคนกลุ่มเดิมๆ วางแผนที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ

สอดรับกับคำชี้แจงของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เห็นว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของ 83 ราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย และคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบถึง 2 เดือน นั่นหมายถึงว่า อย่างน้อยอาจจะต้องคง พ.ร.ก. ต่อไปอีกถึง 2 เดือน

ทว่า นอกเหนือจากเหตุผลตามข้อชี้แจง ลึกๆ แล้วการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รัฐบาลยังต้องการปิดกระบอกเสียงของเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์พีทีวี หรือวิทยุชุมชน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกระดม

ถึงขั้นประเมินกันว่า การที่ “เสื้อแดง” ฟื้นตัวเติบใหญ่ขึ้นมาได้อีกรอบหลังจากซบเซาไปหลังรัฐประหาร เนื่องจากการตัดสินใจผิดพลาดของรัฐบาลไม่ตัดรากถอนโคน “ทีวีแดง” จนกลายเป็นหอกข้างแคร่กลับมาสร้างปัญหาทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่กฎหมายที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอกับการจัดการ “สื่อแดง” ที่อาศัยช่องทางเทคโนโลยี คอยหลบเลี่ยงการ “กวดขัน” จากเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงยังเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคง พ.ร.ก. เพื่อคอยสกัด “สื่อแดง” ไม่ให้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นสังคมในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้

ยิ่งในภาวะที่เสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยต้องการขยายผล นำเสนอภาพอีกด้านของรัฐบาลมือเปื้อนเลือด ตามที่พยายามจุดประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านคลิปวิดีโอและภาพถ่ายจากเหตุการณ์ความรุนแรง ไปจนถึงพยายามจุดประเด็นเรื่องการไล่ล่าแกนนำเสื้อแดงในระยะหลัง

แน่นอนว่า ประเด็นเหล่านี้ง่ายต่อการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในสังคมอีกระลอก โดยเฉพาะประเด็นความเป็นห่วงเรื่องการตัดต่อภาพและเสียงที่ง่ายต่อการการเข้าใจผิด รัฐบาลยิ่งต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไว้เป็นเครื่องมือสกัดการปลุกปั่นเหล่านี้

อีกประการสำคัญที่ต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คือ การสั่งระงับธุรกรรมการเงินบัญชีของ 83 ราย ที่เข้าข่ายต้องสงสัยพัวพันกับเหตุการณ์ความไม่สงบและการก่อการร้าย ที่อยู่ระหว่างการเรียกตัวมาสอบถามชี้แจงถึงที่มาที่ไป ท่ามกลางข้อครหาเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยง” จากแดนไกล

ที่สำคัญ การตรวจสอบที่มาที่ไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเส้นทางเงินทั้งหมดจะสามารถช่วยต่อ “จิ๊กซอว์” เบื้องหลังความปั่นป่วนช่วงเผาบ้านเผาเมือง และเป็นหลักฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การคลี่คลายคดีได้อย่างไร้ข้อสงสัย

นั่นหมายความว่า ภาพความคลุมเครือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหน้า เบื้องหลัง ชัดเจนขึ้น รวมถึงสามารถนำมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการไล่ดำเนินคดี หาตัวผู้กระทำผิดจากเหตุการณ์ช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคขัดขวางการตรวจหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต้องสะดุดหยุดลง และทำให้ทุกอย่างดูยากขึ้น แถมยังได้รุกสาวต่อไปถึงที่มาที่ไปถึงต้นตอเงินจาก “เมืองนอก”

ที่แน่ๆ การคงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ย่อมช่วย “สกัด” การชุมนุมไม่ให้แกนนำเสื้อแดงรุ่นสองรุ่นสาม หรือแกนนำตามหัวเมืองต่างๆ ได้ปลุกระดมฟื้นการชุมนุมขึ้นมาเป็นแรงเสียดทานซ้ำเติมสถานการณ์ให้ปั่นป่วนมากยิ่งขึ้น

เหตุผลเหล่านี้ล้วนทำให้รัฐบาลไม่อาจตัดใจ ยอมทิ้งเครื่องทุ่นแรงในการรักษาความสงบของประเทศ แม้จะมีเสียงรบเร้าให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทั้งภาคการท่องเที่ยว ที่เห็นว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างมาก

เมื่อต่างชาติบางส่วนยังมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นดัชนีชี้วัดความไม่ปกติของสถานการณ์การเมือง ส่งผลกระทบตัวเลขการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็โจมตีว่า การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไว้นั้น เพราะรัฐหลงในอำนาจจ้องเล่นงานกลุ่มเสื้อแดง และเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมือง โดยยกเรื่องการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.กทม. เขต 6 มาหักล้างว่าอาจจะไม่เอาเปรียบต่อการหาเสียง

ทั้งหมดนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่ก็ตาม แต่ผลที่ตามมารัฐบาลก็หนีไม่พ้นที่จะถูกวิจารณ์ เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นดาบสองคม หากใช้ในทางถูกต้องไม่มีใครคัดค้าน แต่หากนำไปใช้จัดการฝ่ายตรงกันข้ามย่อมถูกต่อต้านอยู่ร่ำไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท