
ประชาธิปไตยไม่ง่าย
...จรัส สุวรรณมาลา
ผมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยด้วยความสัตย์จริง ไม่ได้เสแสร้งพูดเพียงเพื่อให้ดูดี แต่ที่จะเขียนต่อไปนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือถ้าจะพูดว่าเป็นเรื่องยากมากๆ เรื่องหนึ่งของสังคมมนุษย์เราก็ว่าได้
ไม่ง่ายอย่างไร ก็ลองคิดทบทวนดูว่าสังคมไทยเรามีการประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบ
“ประชาธิปไตย” มาตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมา 78 ปีเต็มๆ แล้ว สังคมเราก็ยังเดินวนไปมาอยู่แถวชายขอบประชาธิปไตย ยังไม่สามารถเข้าไปสู่สังคมประชาธิปไตยจริงๆ ได้เลย นี่ก็พอจะบอกได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ง่ายเหมือนเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนกางเกงประชาธิปไตยเป็นของที่มีทั้งคุณและโทษมากพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับคนที่นำไปใช้ ถ้าใช้กันอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดประโยชน์ สังคมมีความยุติธรรมและมีเสถียรภาพ ประชาชนพลเมืองให้ความเคารพซึ่งกันและกันอย่างเสมอภาค สามัคคีกลมเกลียวกัน มีภราดรภาพ แม้จะแตกต่างกันในทางสังคมเศรษฐกิจ หรือมีชาติพันธุ์ที่เคยขัดแย้งกันมาในอดีตก็ตาม
แต่ถ้าใช้ประชาธิปไตยแบบผิดๆ หรือใช้กันแบบมักง่าย ไร้สติ ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เช่น เขียนรัฐธรรมนูญให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางการเมือง หรือเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวกำหนดอำนาจและความชอบธรรมทางการเมืองเหนือเสียงส่วนน้อยที่เหลือทั้งหมด หรือใช้การเลือกตั้งเป็นช่องทางให้กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มธุรกิจเข้ายึดครอบอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า รัฐบาลคือเทวดา ประชาชนขออะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือปล่อยให้เกิดการแบ่งกลุ่ม แยกพวก แบ่งสี (จะเป็นสีผิวหรือสีเสื้อก็ตาม) ให้ร้ายป้ายสีกัน โดยอ้างว่าเป็น
“สิทธิเสรีภาพทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งลามไปสู่การสร้างความเกลียดชังระหว่างกันและกัน เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนในที่สุดก็ใช้ความรุนแรงเข้าต่อสู้ทำลายล้างกัน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้นอันตรายจากการใช้ประชาธิปไตยแบบผิดๆ เหล่านี้ สังคมไทยเราได้พบเห็นมาแล้วทั้งสิ้น วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งหลังสุดนี้ก็เป็นตัวอย่างร้อนๆ ที่ทำให้เราคนไทยต้องเสียใจกันจนทุกวันนี้
จะว่าไปแล้ว ประเทศต่างๆ ทั้งที่เจริญแล้ว และที่กำลังพัฒนาอย่างไทยเรา ล้วนแต่ผ่านประสบการณ์การใช้ประชาธิปไตยแบบผิดๆ หรือใช้แบบมักง่าย มาแล้วทั้งสิ้น นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่างผมมักจะถูกตั้งคำถามว่า ก็รู้ทั้งรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แล้วทำไมไม่สอนให้คนไทยใช้ประชาธิปไตยให้ถูกต้อง หรือแนะนำให้เขียนรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง ฯลฯ สังคมไทยเราจะได้ไม่เดินลงเหว ทำอะไรผิดๆ ซ้ำๆ ซากๆ หรือว่านักรัฐศาสตร์ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รับผิดชอบกับสังคม
ผมยอมรับเต็มๆ ว่านักรัฐศาสตร์ไม่สามารถใช้วิธีการ
“สอน” หรือฝึกให้คนไทยใช้ประชาธิปไตยเป็นได้ เพราะการใช้ประชาธิปไตยให้เป็นนั้น ประชาชนพลเมืองและบรรดาสถาบันทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเรียนรู้วิธีการใช้ โดยผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริงเป็นหลัก การเรียนรู้ทางอ้อม โดยผ่านการได้ยินได้ฟังได้อ่านนั้น ช่วยให้รู้จักประชาธิปไตยว่าคืออะไร เป็นอะไร ต่างจากการปกครองแบบอื่นๆ อย่างไรเท่านั้น แต่ก็ยังใช้ประชาธิปไตยไม่เป็นอยู่ดี เหมือนอ่านตำราว่ายน้ำสิบเล่ม ก็ยังว่ายน้ำไม่เป็น จนกว่าจะลงไปหัดว่ายน้ำในสระ หรือในคลองจริงๆ ฉันใดก็ฉันนั้นแต่การใช้ประชาธิปไตยให้เป็นก็ยากกว่าการหัดว่ายน้ำหลายเท่าตัว ถ้าใครจะหัดว่ายน้ำ ก็เป็นเรื่องของคนหนึ่งคน ที่จะต้องลงไปทำความรู้จักกับน้ำ หัดจมน้ำไม่กี่ครั้ง ก็พอเอาตัวรอดได้ แต่การใช้ประชาธิปไตยให้เป็นนั้น ผู้คนทั้งสังคมต้องตั้งใจฝึกหัด และเรียนรู้ประชาธิปไตยไปพร้อมกัน ต้องช่วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างฝึก ถ้าพลาด ก็รับชะตากรรมร่วมกัน จมน้ำกันทั้งหมด ไม่ใช่จมน้ำคนเดียว
ที่จะยิ่งยากขึ้นไปกว่านั้นอีกก็คือ โดยธรรมชาติแล้ว ประชาชนพลเมืองแต่ละคนมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้วิธีการใช้ประชาธิปไตยให้เป็นน้อยมาก จนถึงแทบจะไม่มีแรงจูงใจเลย เพราะประโยชน์ที่บุคคลจะได้รับจากประชาธิปไตยนั้น ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน จะเรียกว่าผู้คนมองเห็นประโยชน์จากการว่ายน้ำเป็น มากกว่าประโยชน์จากการใช้ประชาธิปไตยเป็นเสียอีก ดังนั้น ยิ่งต้องไปฝึกทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับคนอื่น จำนวนมากๆ ในสังคม ต้องเสียเวลา เสียอารมณ์ ฯลฯ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีแรงจูงใจเหลืออีกเลย คงมีแต่พวกฉวยโอกาส และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น ที่มองเห็นประโยชน์ (ส่วนตัว) จากประชาธิปไตยได้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ก็จะวิ่งเข้าไปใช้โอกาสที่เปิดช่องไว้ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งมีผลให้ประชาธิปไตยออกนอกลู่นอกทางได้โดยง่าย
เมื่อเป็นเรื่องยาก เราจึงควรน้อมรับความผิดพลาดได้อย่างเต็มอก โดยไม่ต้องอายใคร หรือโกรธใคร ที่สำคัญกว่าการมานั่งเสียใจ เคียดแค้น กล่าวโทษซึ่งกันและกัน ก็คือการมาร่วมกันเรียนรู้จากความผิดพลาด ให้กำลังใจซึ่งกัน และสร้างแรงจูงใจให้เราทุกคน ร่วมกันเรียนรู้การใช้ประชาธิปไตยให้เป็น ในวันข้างหน้า







