
กรณี BP อาจทำให้น้ำมันแพงระยะยาว?
....มนูญ ศิริวรรณ
เหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deep Water Horizon ระเบิดและทำให้บ่อน้ำมันที่ BP ได้รับสัมปทานขุดเจาะในอ่าว Mexico รั่วไหลจนกลายเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยมีน้ำมันรั่วไหลออกมามากถึง 6.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน (หรือในกรณีเลวร้ายสุดๆ จากการประเมินจากเอกสารภายในของ BP เองอาจสูงถึง 1 แสนบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าที่ BP เคยประเมินไว้ที่ 5,000 บาร์เรลต่อวันถึง 20 เท่า) และสถานการณ์ได้ดำเนินติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 63 วันแล้ว โดยทาง BP ยังไม่สามารถควบคุมหรือยุติการรั่วไหลของน้ำมันดิบใต้ทะเลได้
นอกจากจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คน ตลอดจนสิ่งมีชีวิตในแถบชายฝั่งอ่าว Mexico แล้ว ยังส่งผลถึงตัวบริษัท BP เอง ที่อาจประสบกับหายนะทางการเงินถึงขั้นล้มละลาย และยังอาจส่งผลถึงราคาน้ำมันดิบในอนาคตอีกด้วย
ในส่วนของผลกระทบต่อบริษัท BP เอง ย่อมเป็นที่คาดเดากันได้อยู่แล้วว่า บริษัทต้องได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างมหาศาล จากการที่ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากในการอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมันใต้ทะเล และการขจัดคราบน้ำมันบนผิวน้ำไม่ให้พัดเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ในแถบชายฝั่งอ่าว Mexico ไล่ตั้งแต่ชายฝั่งรัฐ Louisianaไปจนถึงชายฝั่งรัฐ Florida ซึ่งคาดว่าขณะนี้ BP ใช้เงินในส่วนนี้ไปแล้วถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ความรับผิดชอบอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้คือส่วนที่ BP ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในครั้งนี้ นับตั้งแต่ชาวประมง ผู้ประกอบอาชีพด้านอาหารทะเล ผู้เลี้ยงกุ้ง ภัตตาคาร ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการบ้านพักตากอากาศตามชายหาดต่างๆ ที่แม้คราบน้ำมันจะยังไปไม่ถึงแต่ก็สูญเสียรายได้จากการถูกยกเลิกห้องพักเพราะข่าวนี้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ฟ้อง BP เป็นคดีอยู่ในศาลทั้งในศาลของมลรัฐและศาลของรัฐบาลกลางแล้วรวมทั้งสิ้น 232 คดี โดยมีผู้เสียหายเป็นจำนวนนับเป็นพันๆ คน
อย่างที่ทราบกันว่าถึงแม้ BP จะบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดี Barack Obama ในการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในครั้งนี้ แต่เชื่อว่าการเจรจาเพื่อชดเชยความเสียหายดังกล่าวคงไม่สามารถตกลงกันได้ภายใต้กฎหมายมลภาวะทางน้ำมันปี ค.ศ. 1990 (Oil Pollution Act 1990
–OPA90) หรือภายใต้การเจรจาประนีประนอมโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี Obama เพื่อบริหารกองทุนดังกล่าว ดังนั้นจะยังมีคดีขึ้นมาสู่ศาลอีกมาก ซึ่งไม่แน่ว่ากองทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่ BP จะใส่เงินเข้ามา จะเพียงพอต่อค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ที่อาจมากถึง 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือไม่เพราะแม้แต่ตัวสารเคมีที่ BP ใช้ฉีดที่คราบน้ำมันให้กระจายตัว (Chemical Dispersant) ก็ยังถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดพิษมากกว่าตัวน้ำมันเองถึง 4 เท่า โดยมีผู้ยื่นฟ้อง BP และบริษัทผู้ผลิตสารเคมีดังกล่าวในข้อหาว่ามีการฉีดพ่นสารเคมีที่ทำให้น้ำในทะเลเป็นพิษ และจมลงสู่ก้นทะเลอย่างถาวรจนเป็นอันตรายต่อห่วงโซ่อาหารและโครงสร้างทางชีววิทยา โดยสารเคมีดังกล่าวมีสภาพที่เป็นอันตรายถ้ายังคงอยู่ในอ่าว Mexico มากกว่าคราบน้ำมันที่จะปล่อยให้ลอยเข้าสู่ชายฝั่งเสียอีก
ข้อสำคัญที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในอนาคตคือ ผลจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาครั้งนี้ ทำให้ประธานาธิบดี Barack Obama ประกาศยกเลิกการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าว Mexico เป็นเวลา 6 เดือน (Offshore Drilling Moratorium) ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
มีการประเมินว่าผลจากคำสั่งนี้จะทำให้การผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลง 5 หมื่นบาร์เรลต่อวันในปีนี้ และ 2 แสนบาร์เรลต่อวันในปีหน้า และสหรัฐอเมริกาจะต้องหันไปพึ่งพาน้ำมันจากภายนอกประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยการที่ต้นทุนของการขุดน้ำมันในประเทศก็จะสูงขึ้น ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่จะต้องเข้มงวดมากขึ้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และถ้าการห้ามขุดเจาะในเขตทะเลลึกขยายไปทั่วโลก ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบจะหายไป 9 แสนล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 5 ปีข้างหน้า
ทั้งหมดนี้ประเมินแล้ว จะกระทบราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีก 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลครับ คนไทยเตรียมรับมือน้ำมันแพงกันให้ดีๆ ได้แล้วครับ!!!







