posttoday
กรณี BP อาจทำให้น้ำมันแพงระยะยาว?

กรณี BP อาจทำให้น้ำมันแพงระยะยาว?

23 มิถุนายน 2553

....มนูญ ศิริวรรณ

เหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deep Water Horizon ระเบิดและทำให้บ่อน้ำมันที่ BP ได้รับสัมปทานขุดเจาะในอ่าว Mexico รั่วไหลจนกลายเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา โดยมีน้ำมันรั่วไหลออกมามากถึง 6.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน (หรือในกรณีเลวร้ายสุดๆ จากการประเมินจากเอกสารภายในของ BP เองอาจสูงถึง 1 แสนบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าที่ BP เคยประเมินไว้ที่ 5,000 บาร์เรลต่อวันถึง 20 เท่า) และสถานการณ์ได้ดำเนินติดต่อกันมาเป็นเวลาถึง 63 วันแล้ว โดยทาง BP ยังไม่สามารถควบคุมหรือยุติการรั่วไหลของน้ำมันดิบใต้ทะเลได้

นอกจากจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คน ตลอดจนสิ่งมีชีวิตในแถบชายฝั่งอ่าว Mexico แล้ว ยังส่งผลถึงตัวบริษัท BP เอง ที่อาจประสบกับหายนะทางการเงินถึงขั้นล้มละลาย และยังอาจส่งผลถึงราคาน้ำมันดิบในอนาคตอีกด้วย

ในส่วนของผลกระทบต่อบริษัท BP เอง ย่อมเป็นที่คาดเดากันได้อยู่แล้วว่า บริษัทต้องได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างมหาศาล จากการที่ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากในการอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมันใต้ทะเล และการขจัดคราบน้ำมันบนผิวน้ำไม่ให้พัดเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ในแถบชายฝั่งอ่าว Mexico ไล่ตั้งแต่ชายฝั่งรัฐ Louisianaไปจนถึงชายฝั่งรัฐ Florida ซึ่งคาดว่าขณะนี้ BP ใช้เงินในส่วนนี้ไปแล้วถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ความรับผิดชอบอีกส่วนหนึ่งซึ่งยังประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้คือส่วนที่ BP ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในครั้งนี้ นับตั้งแต่ชาวประมง ผู้ประกอบอาชีพด้านอาหารทะเล ผู้เลี้ยงกุ้ง ภัตตาคาร ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการบ้านพักตากอากาศตามชายหาดต่างๆ ที่แม้คราบน้ำมันจะยังไปไม่ถึงแต่ก็สูญเสียรายได้จากการถูกยกเลิกห้องพักเพราะข่าวนี้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ฟ้อง BP เป็นคดีอยู่ในศาลทั้งในศาลของมลรัฐและศาลของรัฐบาลกลางแล้วรวมทั้งสิ้น 232 คดี โดยมีผู้เสียหายเป็นจำนวนนับเป็นพันๆ คน

อย่างที่ทราบกันว่าถึงแม้ BP จะบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดี Barack Obama ในการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในครั้งนี้ แต่เชื่อว่าการเจรจาเพื่อชดเชยความเสียหายดังกล่าวคงไม่สามารถตกลงกันได้ภายใต้กฎหมายมลภาวะทางน้ำมันปี ค.ศ. 1990 (Oil Pollution Act 1990–OPA90) หรือภายใต้การเจรจาประนีประนอมโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี Obama เพื่อบริหารกองทุนดังกล่าว ดังนั้นจะยังมีคดีขึ้นมาสู่ศาลอีกมาก ซึ่งไม่แน่ว่ากองทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่ BP จะใส่เงินเข้ามา จะเพียงพอต่อค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ที่อาจมากถึง 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือไม่

เพราะแม้แต่ตัวสารเคมีที่ BP ใช้ฉีดที่คราบน้ำมันให้กระจายตัว (Chemical Dispersant) ก็ยังถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดพิษมากกว่าตัวน้ำมันเองถึง 4 เท่า โดยมีผู้ยื่นฟ้อง BP และบริษัทผู้ผลิตสารเคมีดังกล่าวในข้อหาว่ามีการฉีดพ่นสารเคมีที่ทำให้น้ำในทะเลเป็นพิษ และจมลงสู่ก้นทะเลอย่างถาวรจนเป็นอันตรายต่อห่วงโซ่อาหารและโครงสร้างทางชีววิทยา โดยสารเคมีดังกล่าวมีสภาพที่เป็นอันตรายถ้ายังคงอยู่ในอ่าว Mexico มากกว่าคราบน้ำมันที่จะปล่อยให้ลอยเข้าสู่ชายฝั่งเสียอีก

ข้อสำคัญที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในอนาคตคือ ผลจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาครั้งนี้ ทำให้ประธานาธิบดี Barack Obama ประกาศยกเลิกการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าว Mexico เป็นเวลา 6 เดือน (Offshore Drilling Moratorium) ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

มีการประเมินว่าผลจากคำสั่งนี้จะทำให้การผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศสหรัฐอเมริกาลดลง 5 หมื่นบาร์เรลต่อวันในปีนี้ และ 2 แสนบาร์เรลต่อวันในปีหน้า และสหรัฐอเมริกาจะต้องหันไปพึ่งพาน้ำมันจากภายนอกประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยการที่ต้นทุนของการขุดน้ำมันในประเทศก็จะสูงขึ้น ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่จะต้องเข้มงวดมากขึ้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และถ้าการห้ามขุดเจาะในเขตทะเลลึกขยายไปทั่วโลก ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบจะหายไป 9 แสนล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 5 ปีข้างหน้า

ทั้งหมดนี้ประเมินแล้ว จะกระทบราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีก 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลครับ คนไทยเตรียมรับมือน้ำมันแพงกันให้ดีๆ ได้แล้วครับ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท