posttoday
ปรองดองข้าราชการ...ปูทางเลือกตั้ง

ปรองดองข้าราชการ...ปูทางเลือกตั้ง

23 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

แม้จะบริหารประเทศผ่านมากว่า 1 ปี แต่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังหนีไม่พ้นเงาของรัฐบาลที่พึ่งพาระบบราชการเป็นหลัก

ภาพที่ออกมาขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ยืนเขย่งเหนือฉายา “ปลัดประเทศ” ซึ่งเป็นแบรนด์ของนายชวน หลีกภัย สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2541 แบบฉิวเฉียด

สะท้อนจากการแก้ปัญหาชาวบ้าน ภัยแล้ง และนโยบายประชานิยมหลายอย่าง ล้วนแต่อาศัยระบบราชการเป็นแขนขา

ยังไม่สามารถฝ่าวงล้อมการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปได้

แถมในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองหน้าสิ่วหน้าขวาน 2 ครั้ง 2 คราว รัฐบาลยังโดนข้าราชการวางยาอย่างเจ็บแสบ

เหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. 2552 และ พ.ค. 2553 ปรากฏชัดว่ามีทั้งข้าราชการที่ฝักใฝ่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และยังจงรักภักดีต่อรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง

ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ มหาดไทย ไอซีทีดีเอสไอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ล้วนซ่อนสีซ่อนเหล่าอยู่ในซอกหลืบทั้งสิ้น

นั่นหมายถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ยังกุมสภาพระบบราชการไม่ได้ 100% ยังมีเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าแฝงตัวอยู่ในระบบจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกรัฐบาลก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันนี้

ทำให้รัฐบาลต้องหันมาเปิดแผนปรองดองกับข้าราชการจำนวน 1.94 ล้านคน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมาถึง

มาตรการซื้อใจที่ดีที่สุดคือการขึ้นเงินเดือน ซึ่งถือเป็น “สลัก” ที่กดหัวข้าราชการมานาน ภายใต้เหตุผลที่ว่า “เงินน้อยแต่งานหนัก”

โดยเฉลี่ยแล้วข้าราชการ 1 คน ต้องดูแลประชาชนที่มาใช้บริการประมาณ 3540 คน

ขณะที่ค่าครองชีพที่ข้าราชการเผชิญอยู่นั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตได้จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ในระดับถึง 4%

ขณะที่เงินเดือนข้าราชการขั้นต่ำก็ต่ำจริงๆ ไม่ถึงหลักหมื่นบาท ส่วนขั้นสูงๆ หรือระดับผู้บริหารก็ยังต่ำกว่าเอกชนแบบครึ่งต่อครึ่ง

การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5% อันตรายในแง่ที่มีผลผูกพันให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณประจำในการอุดหนุนในหมวดเงินเดือนเพิ่มอีก 2.63 หมื่นล้านบาทต่อปี

จากเดิมที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศเคยจ่ายโบนัสข้าราชการไปแล้ว 1 ครั้งโดยใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียวงวดเดียวจบไม่ผูกพันระยะยาว

การขึ้นเงินเดือนข้าราชการเที่ยวนี้ จึงเป็นการเดิมพันต่ออนาคตของประเทศในภาวะที่งบประมาณจำกัดจำเขี่ย

และเดิมพันต่อรายได้ที่จะหดหายไปด้วย!!!

แม้กระทรวงการคลังจะยืนยันว่าไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะสามารถเกลี่ยงบประมาณปี 2554 มาใช้ได้

อีกทั้งยังมีเงินยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีก 4.6 หมื่นล้านบาท

รวมถึงเงินคงคลังที่พอกพูนจากการจัดเก็บรายได้เกินเป้าในปีนี้อีกนับแสนล้านบาท ไม่มีทางที่รัฐบาลจะถังแตกได้

แต่ในความจริงแล้วรัฐบาลไม่ควรประมาท เนื่องจากโอกาสและความเสี่ยงมักจะมาพร้อมๆ กันเสมอ

เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองก็ไม่มีใครนึกว่าจะเกิดก็ยังเกิดขึ้น จนรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจ่ายชดเชยอีกนับหมื่นล้านบาท

ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวและภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ได้รับผลกระทบจากการเมือง ยังไม่น่าจะฟื้นเร็วแบบชั่วข้ามคืน รัฐบาลจึงอาจจำเป็นต้องเตรียมเงินสำรองเอาไว้ยามฉุกเฉินบ้าง

แต่หากมองในแง่การเมืองก็ต้องเห็นใจรัฐบาลชุดนี้ที่แม้จะตั้งใจทำงานและถูกฝ่ายตรงข้ามขย่มโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ยังไม่พ้นถูกมองว่าเป็น “รัฐที่ล้มเหลว”

ล้มเหลวเพราะไม่สามารถคุมกลไกการปฏิบัติงานของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ 100% เห็นได้ชัดเจนในเหตุการณ์เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

มาตรการ “ซื้อใจ” ข้าราชการที่มีอยู่ 1.94 ล้านคน คิดเป็น 5.19% ของกำลังแรงงานทั้งหมด จึงต้องเดินหน้าต่อเนื่อง

ถ้าแยกปลาจากน้ำให้ชัดก็คือ ขณะนี้มีข้าราชการประจำมากที่สุดถึง 1.27 ล้านคน คิดเป็น 65.77% ในกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องทัศนคติทางการเมืองมากที่สุด

รองลงมาเป็นลูกจ้างประจำ 2.48 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 12.82% ลูกจ้างชั่วคราว 1.96 แสนคน สัดส่วน 10.12% พนักงานจ้าง 1.26 แสนคน สัดส่วน 6.54% และจำนวนน้อยที่สุดเป็นพนักงานราชการ 9.2 หมื่นคน สัดส่วน 4.75%

ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาจนทำให้รัฐบาลต้องปวดหัว เหมือนกลุ่มแรก

เสียงสะท้อนเรื่องซื้อใจข้าราชการก่อนการเลือกตั้งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้

“อาจจะมีการเลือกตั้งก่อนที่จะได้มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการก็ได้ ใครจะไปรู้” นายกรัฐมนตรีระบุ

พร้อมยืนยันว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการมาตลอด ว่าอยากขึ้นเงินเดือนตั้งแต่ปี 2552 แต่ขณะนั้นสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย

มาปี 2553 หากถามใจคนอยากให้ก็อยากให้ขึ้นเงินเดือนทั้งปี แต่กำลังเงินยังไม่พอก็ให้ขึ้นครึ่งปีเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 หากจะขึ้นทั้งปีต้องมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการงบประมาณ

ส่วนของเงินเดือนนั้นก็ได้มีการควบคุมไม่ให้เกินสัดส่วนที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว โดยทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก็ดูแลอยู่

“ค่าตอบแทนของคนในระบบราชการก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในภาคเอกชน” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

ขณะที่นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า เป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ

ครอบคลุมทั้งข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร อัยการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

งานนี้คงไม่มีใครขัดข้องกับการให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ แต่ปัญหาก็คือเมื่อปรับขึ้นแล้วประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจะขึ้นด้วยหรือไม่

อาการเช้าชามเย็นชามจะถูกปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้นแค่ไหน

และอะไรการันตีได้ว่า ขึ้นเงินเดือนแล้วจะสามารถสลายขั้ว รัก ชอบ ชัง เหลือง แดง น้ำเงิน ขาว ชมพู ได้อย่างชัดเจน

เพราะแม้จะมีการปฏิรูประบบราชการผ่าตัดใหญ่โครงสร้างกระทรวงเป็น 20 กระทรวงในช่วง 56 ปีก่อน ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถมด้วยการขึ้นเงินเดือนอีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระบบราชการดีขึ้น โปร่งใสขึ้น บริการประชาชนได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลประชาธิปัตย์จะปรองดองกับข้าราชการได้แค่ไหน คงไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว

เพราะเมื่อใช้พระคุณแล้ว ก็ต้องมีพระเดชควบคู่

ถ้าข้าราชการไม่ทำต้องปลด

ไม่ลดละเลิกต้องเล่นไม้แข็ง

เพราะงานนี้รัฐบาลไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ถ้ากุมสภาพได้หมดเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีโอกาส

แต่ถ้ากุมสภาพได้กระท่อนกระแท่นอย่างตอนนี้ คงทีใครทีมัน...

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69