
ปรองดองข้าราชการ...ปูทางเลือกตั้ง
8...ทีมข่าวการเงิน
แม้จะบริหารประเทศผ่านมากว่า 1 ปี แต่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังหนีไม่พ้นเงาของรัฐบาลที่พึ่งพาระบบราชการเป็นหลัก
ภาพที่ออกมาขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ยืนเขย่งเหนือฉายา
“ปลัดประเทศ” ซึ่งเป็นแบรนด์ของนายชวน หลีกภัย สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2541 แบบฉิวเฉียดสะท้อนจากการแก้ปัญหาชาวบ้าน ภัยแล้ง และนโยบายประชานิยมหลายอย่าง ล้วนแต่อาศัยระบบราชการเป็นแขนขา
ยังไม่สามารถฝ่าวงล้อมการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปได้
แถมในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองหน้าสิ่วหน้าขวาน 2 ครั้ง 2 คราว รัฐบาลยังโดนข้าราชการวางยาอย่างเจ็บแสบ
เหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. 2552 และ พ.ค. 2553 ปรากฏชัดว่ามีทั้งข้าราชการที่ฝักใฝ่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และยังจงรักภักดีต่อรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง
ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ มหาดไทย ไอซีทีดีเอสไอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ล้วนซ่อนสีซ่อนเหล่าอยู่ในซอกหลืบทั้งสิ้น
นั่นหมายถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ยังกุมสภาพระบบราชการไม่ได้ 100% ยังมีเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าแฝงตัวอยู่ในระบบจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทุกรัฐบาลก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันนี้
ทำให้รัฐบาลต้องหันมาเปิดแผนปรองดองกับข้าราชการจำนวน 1.94 ล้านคน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมาถึง
มาตรการซื้อใจที่ดีที่สุดคือการขึ้นเงินเดือน ซึ่งถือเป็น
“สลัก” ที่กดหัวข้าราชการมานาน ภายใต้เหตุผลที่ว่า “เงินน้อยแต่งานหนัก”โดยเฉลี่ยแล้วข้าราชการ 1 คน ต้องดูแลประชาชนที่มาใช้บริการประมาณ 3540 คน
ขณะที่ค่าครองชีพที่ข้าราชการเผชิญอยู่นั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตได้จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ในระดับถึง 4%
ขณะที่เงินเดือนข้าราชการขั้นต่ำก็ต่ำจริงๆ ไม่ถึงหลักหมื่นบาท ส่วนขั้นสูงๆ หรือระดับผู้บริหารก็ยังต่ำกว่าเอกชนแบบครึ่งต่อครึ่ง
การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 5% อันตรายในแง่ที่มีผลผูกพันให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณประจำในการอุดหนุนในหมวดเงินเดือนเพิ่มอีก 2.63 หมื่นล้านบาทต่อปี
จากเดิมที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศเคยจ่ายโบนัสข้าราชการไปแล้ว 1 ครั้งโดยใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียวงวดเดียวจบไม่ผูกพันระยะยาว
การขึ้นเงินเดือนข้าราชการเที่ยวนี้ จึงเป็นการเดิมพันต่ออนาคตของประเทศในภาวะที่งบประมาณจำกัดจำเขี่ย
และเดิมพันต่อรายได้ที่จะหดหายไปด้วย!!!
แม้กระทรวงการคลังจะยืนยันว่าไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะสามารถเกลี่ยงบประมาณปี 2554 มาใช้ได้
อีกทั้งยังมีเงินยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีก 4.6 หมื่นล้านบาท
รวมถึงเงินคงคลังที่พอกพูนจากการจัดเก็บรายได้เกินเป้าในปีนี้อีกนับแสนล้านบาท ไม่มีทางที่รัฐบาลจะถังแตกได้
แต่ในความจริงแล้วรัฐบาลไม่ควรประมาท เนื่องจากโอกาสและความเสี่ยงมักจะมาพร้อมๆ กันเสมอ
เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองก็ไม่มีใครนึกว่าจะเกิดก็ยังเกิดขึ้น จนรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจ่ายชดเชยอีกนับหมื่นล้านบาท
ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวและภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ได้รับผลกระทบจากการเมือง ยังไม่น่าจะฟื้นเร็วแบบชั่วข้ามคืน รัฐบาลจึงอาจจำเป็นต้องเตรียมเงินสำรองเอาไว้ยามฉุกเฉินบ้าง
แต่หากมองในแง่การเมืองก็ต้องเห็นใจรัฐบาลชุดนี้ที่แม้จะตั้งใจทำงานและถูกฝ่ายตรงข้ามขย่มโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ยังไม่พ้นถูกมองว่าเป็น
“รัฐที่ล้มเหลว”ล้มเหลวเพราะไม่สามารถคุมกลไกการปฏิบัติงานของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามที่ฝ่ายบริหารต้องการ 100% เห็นได้ชัดเจนในเหตุการณ์เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
มาตรการ
“ซื้อใจ” ข้าราชการที่มีอยู่ 1.94 ล้านคน คิดเป็น 5.19% ของกำลังแรงงานทั้งหมด จึงต้องเดินหน้าต่อเนื่องถ้าแยกปลาจากน้ำให้ชัดก็คือ ขณะนี้มีข้าราชการประจำมากที่สุดถึง 1.27 ล้านคน คิดเป็น 65.77% ในกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องทัศนคติทางการเมืองมากที่สุด
รองลงมาเป็นลูกจ้างประจำ 2.48 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 12.82% ลูกจ้างชั่วคราว 1.96 แสนคน สัดส่วน 10.12% พนักงานจ้าง 1.26 แสนคน สัดส่วน 6.54% และจำนวนน้อยที่สุดเป็นพนักงานราชการ 9.2 หมื่นคน สัดส่วน 4.75%
ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ไม่ค่อยเป็นปัญหาจนทำให้รัฐบาลต้องปวดหัว เหมือนกลุ่มแรก
เสียงสะท้อนเรื่องซื้อใจข้าราชการก่อนการเลือกตั้งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้
“
อาจจะมีการเลือกตั้งก่อนที่จะได้มีการขึ้นเงินเดือนข้าราชการก็ได้ ใครจะไปรู้” นายกรัฐมนตรีระบุพร้อมยืนยันว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการมาตลอด ว่าอยากขึ้นเงินเดือนตั้งแต่ปี 2552 แต่ขณะนั้นสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
มาปี 2553 หากถามใจคนอยากให้ก็อยากให้ขึ้นเงินเดือนทั้งปี แต่กำลังเงินยังไม่พอก็ให้ขึ้นครึ่งปีเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 หากจะขึ้นทั้งปีต้องมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการงบประมาณ
ส่วนของเงินเดือนนั้นก็ได้มีการควบคุมไม่ให้เกินสัดส่วนที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว โดยทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ก็ดูแลอยู่
“
ค่าตอบแทนของคนในระบบราชการก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในภาคเอกชน” นายอภิสิทธิ์ ระบุขณะที่นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกว่า เป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
ครอบคลุมทั้งข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร อัยการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
งานนี้คงไม่มีใครขัดข้องกับการให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ แต่ปัญหาก็คือเมื่อปรับขึ้นแล้วประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนจะขึ้นด้วยหรือไม่
อาการเช้าชามเย็นชามจะถูกปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้นแค่ไหน
และอะไรการันตีได้ว่า ขึ้นเงินเดือนแล้วจะสามารถสลายขั้ว รัก ชอบ ชัง เหลือง แดง น้ำเงิน ขาว ชมพู ได้อย่างชัดเจน
เพราะแม้จะมีการปฏิรูประบบราชการผ่าตัดใหญ่โครงสร้างกระทรวงเป็น 20 กระทรวงในช่วง 56 ปีก่อน ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถมด้วยการขึ้นเงินเดือนอีก 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระบบราชการดีขึ้น โปร่งใสขึ้น บริการประชาชนได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลประชาธิปัตย์จะปรองดองกับข้าราชการได้แค่ไหน คงไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนอย่างเดียว
เพราะเมื่อใช้พระคุณแล้ว ก็ต้องมีพระเดชควบคู่
ถ้าข้าราชการไม่ทำต้องปลด
ไม่ลดละเลิกต้องเล่นไม้แข็ง
เพราะงานนี้รัฐบาลไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ถ้ากุมสภาพได้หมดเลือกตั้งครั้งหน้าก็มีโอกาส
แต่ถ้ากุมสภาพได้กระท่อนกระแท่นอย่างตอนนี้ คงทีใครทีมัน...







