
ไทยผูกสัมพันธ์รัสเซีย-จีน
สืบเนื่องจากการที่นายกรัฐมนตรี ดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาคารี อาบูซา นักวิจัยอิสระด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเจ้าของผลงานหนังสือ “The Conspiracy of Silence : The Insurgency in Southern Thailand” ซึ่งเกี่ยวกับความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าวดีดับเบิ้ลยูของเยอรมนีว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนโยบายมุ่งตะวันออกของไทย
สืบเนื่องจากการที่นายกรัฐมนตรี ดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาคารี อาบูซา นักวิจัยอิสระด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเจ้าของผลงานหนังสือ “The Conspiracy of Silence : The Insurgency in Southern Thailand” ซึ่งเกี่ยวกับความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าวดีดับเบิ้ลยูของเยอรมนีว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนโยบายมุ่งตะวันออกของไทย
ทั้งนี้ อาบูซา ขยายความว่า หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2014 รัฐบาลนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงต่อต้านจากชาติตะวันตกอย่างมาก ขณะที่ชาติตะวันตกส่วนหนึ่งถึงกับลดทอนยกเลิกความร่วมมือในด้านต่างๆ กับไทย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างอะไรกับการถูกโดดเดี่ยว ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่ไทยจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากประเทศอื่นๆ แทน ซึ่งมหาอำนาจในเอเชียอย่างรัสเซียและจีนนับเป็นทางเลือกที่เหมาะเจาะ ไม่ว่าจะเป็นในด้านทางการเมือง การทหาร และการเศรษฐกิจ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ของไทยจะมีท่าทีที่กระตือรือร้นอย่างมากต่อการมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีรัสเซียครั้งแรกในรอบ 25 ปี
นักวิจัยอิสระรายนี้ให้ความเห็นว่า การมาเยือนครั้งนี้มีนัยในเชิงสัญลักษณ์ที่ทางการไทยน่าจะต้องการสื่อให้ชาติตะวันตกเห็นว่ายังมีหนทางที่สามที่ไทยจะสามารถพัฒนารัฐประเทศให้แข็งแกร่งได้
ยิ่งเมื่อผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ ไทยกับรัสเซีย ประกาศเป้าหมายที่จะขยายมูลค่าการค้าระดับทวิภาคีระหว่างกันให้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2016 รวมถึงยกระดับสถานะคู่ค้าในการเป็นตลาดนำเข้าส่งออกระหว่างกัน ก็ยิ่งเป็นแนวโน้มที่บ่งชี้ชัดว่าทิศทางเศรษฐกิจของไทยต่อจากนี้จะมุ่งเข้าหารัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดยาง ข้าว อาหาร ประมง ท่องเที่ยว การศึกษา วัฒนธรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงาน ซึ่งน่าจะช่วยทดแทนปริมาณที่หายไปจากชาติตะวันตกได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ในส่วนของสถานะของจีนสำหรับไทยเองก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยหน้ารัสเซีย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการค้าการลงทุน ที่จีนถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย และเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างในปี 2013 ยังสูงถึง 6.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับรัสเซียถึง 14 เท่า
ทั้งนี้ ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างชะลอตัว และนักลงทุนตะวันตกกับญี่ปุ่นต่างหันไปลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย การผูกสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียให้แน่นแฟ้นจึงมีความหมายและความสำคัญสำหรับไทยอย่างมากนั่นเอง







