
เศรษฐกิจไทย
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลก
ในการประชุมประจำปีของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสเศรษฐกิจโลก” ว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนีไม่พ้น โดยเฉพาะการส่งออกของไทยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ติดลบ 3.7% เดือน ก.พ. ติดลบ 6.1% และเดือน มี.ค. ก็คาดว่ายังคงติดลบ ทำให้ไตรมาสแรกของปี 2558 การส่งออกจะติดลบประมาณ 4% มากที่สุดหลังจากเกิดวิกฤตปี 2540
ทั้งนี้ การส่งออกที่ลดลงมากทำให้ผู้ประกอบการเก็บสินค้าคงคลังน้อย กระทบกับผู้ประกอบการขายวัตถุดิบที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางด้วย แต่เศรษฐกิจไทยยังโชคดีที่ได้ตัวช่วยจากการบริโภคภายในประเทศ โดยตัวเลขการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต จากการบริโภคภายในประเทศ ในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวถึง 9.75% เข้ามาทดแทนการส่งออกที่ลดลงมากได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐบาลที่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 เบิกจ่ายได้ 29.8% แต่ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 51% ดีกว่าครึ่งหนึ่งเล็กน้อย ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังได้ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยการขยายตัวเศรษฐกิจได้มาก
“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตอนนี้ แม้ว่าการส่งออกจะลดลงแต่จะไม่ลดไปมากกว่านี้อีกแล้ว ขณะที่การบริโภคและการเบิกจ่ายมีแนวโน้มดีขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะไม่ต่ำเตี้ยไปกว่าที่เป็นปัจจุบัน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยระยะสั้นตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเศรษฐกิจระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งการส่งออกที่จะขยายตัวได้ 10-20% เหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะช่วงหลังการส่งออกขยายตัวลดลงมาก ในปี 2555 ขยายตัวได้ 2% ในปี 2556 และ 2557 เริ่มติดลบ และปีนี้ก็คาดว่าการส่งออกของไทยจะติดลบหรือไม่ขยายตัวเลย จากผลกระทบการขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท และสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มหนึ่งของไทยไม่สามารถผลิตสู่สินค้าจากประเทศเวียดนาม เขมร หรือจีนตอนใต้ได้
ทั้งนี้ รัฐบาลได้แก้ไขโดยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเน้นอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมชั้นสูงเหนือคู่แข่ง ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยฟื้นกลับมาได้อีกครั้งใน 2 ปีข้างหน้า
ด้าน ณรงค์ชัย อัครเศรณีรมว.พลังงาน กล่าวในการเสวนา Minister’ Panel หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Trading Nation”ว่า ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางค้าขายนานาชาติ หรือเทรดดิ้งเนชั่นไม่ได้ หากไม่แก้ไขปัญหาและปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับของสากล เช่น การปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือไซเตส การแก้ไขเรื่องการค้ามนุษย์ ที่ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ หรือ “ทิปรีพอร์ต” รวมไปถึงการแก้ปัญหากรมการบินพลเรือน ที่ขณะนี้ผลการประเมินไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO
สำหรับก้าวต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยและสมาชิกของอาเซียน จะต้องเน้นการก้าวสู่การเปิดเสรีภาคการค้าและภาคบริการมากขึ้น โดยในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปีนี้ ชาติอาเซียนด้วยกันจะสามารถเข้ามาทำธุรกิจในประเทศสมาชิกอาเซียนได้กว้างขึ้น โดยสามารถถือหุ้นได้ถึง 70% ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนไทยให้ก้าวสู่การเป็นเทรดดิ้งเนชั่นได้ และอีกก้าวต่อไปคือการก้าวสู่ยุคดิจิทัลร่วมกันของชาติในเออีซี
ทั้งนี้ ไทยยังมีจุดเด่นด้านการเป็นเทรดดิ้งเนชั่นได้ เพราะมีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค มีความสะดวกในการกระจายสินค้าไปประเทศต่างๆ มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ล้วนมีกฎหมายที่ดูแลด้านการลงทุนของต่างชาติในประเทศของตนที่ดีกว่าประเทศไทย ไทยจึงควรเรียนรู้และปรับตัวให้ทันคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้าน







