posttoday
๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา (จบ)

๑๕ ปุจฉาวิสัชนาที่ควรศึกษา (จบ)

23 มิถุนายน 2553

....พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา ๑๕ : อยากให้หลายคนที่พยายามประพฤติปฏิบัติจะเข้าสู่ธรรมะจะทำอย่างไรให้มีดวงตาเห็นธรรม

วิสัชนา : ความไม่วิปลาสดังกล่าวจึงเรียกว่า มีจักษุ ธรรมจักษุเกิดขึ้น หรือมีญาณเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้น วิชชา คือความรู้ อวิชชาดับ คือแสงสว่างเกิดขึ้น ความสิ้นทุกข์ก็ย่อมเกิดขึ้น การพัฒนาจิตดังกล่าว เรียกว่า หลักการประพฤติธรรม เรียกว่า กรรมฐาน ในองค์กรรมฐาน วิปัสสนาซึ่งเป็นหลักประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จะมีจักษุเกิดขึ้นหรือดวงตาเกิดขึ้นนั้น ต้องปฏิบัติต้องประพฤติธรรม ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมจึงมีจักษุเกิดขึ้น เห็นความจริงว่า ยังกิญจิ สมุทะยะ ธัมมัง สัพพะธัง นิโรธะ ธัมมันติ

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา การเห็นความเกิดขึ้นดับไปนั่นแหละ คือ เกิดจักษุ เห็นความเกิดขึ้นดับไปคือเห็นความไม่เที่ยงของโลก สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาล้วนแล้วแต่อยู่ในกฎเกณฑ์อันหนึ่ง คือความไม่เที่ยง สัพเพ สังขารา อนิจจัง สังขารทั้งปวง มันไม่เที่ยง สัพเพ สังขารา ทุกขัง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ สัพเพ ธรรมา อนัตตา

ธรรมทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา การเข้าใจดังกล่าวนั้น เรียกว่าเข้าใจตามกฎอนัตตาการเข้าใจกฎอนัตตา คือ เข้าใจกฎธรรมชาติ การเข้าใจกฎธรรมชาติ คือการเข้าใจโลก การเข้าใจโลก คือ การรู้ธรรม การรู้ธรรม ก็คือ การรู้แจ้งในโลก การรู้แจ้งในโลกนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้ เมื่อเข้าใจว่ามันไม่เที่ยง การเข้าใจธรรมดังกล่าวนี้มาจากธรรมภายในเรียกว่า วิปัสสนาญาณ หรือญาณอันเกิดขึ้นในจิต จักษุเกิด ญาณเกิด ปัญญาเกิด วิชชาเกิด แสงสว่างเกิด นั้นระดับหนึ่ง ระดับนั้นที่เกิดเห็นตรงนี้ได้ ผู้มีจักษุได้คือพระโสดาบัน สูงขึ้นไปอีก จักขุมากขึ้น เห็นมากขึ้นว่าญาณมากขึ้น

ปัญญามากขึ้น วิชชามากขึ้น แสงสว่างมากขึ้นจนละสังโยชน์ ดับขาดมากขึ้น จนเป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี จนในที่สุด คือ พระอรหันต์เจ้า เพราะฉะนั้นผู้มีธรรมจักษุที่แท้จริงก็คือตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ส่วนปุถุชนทั้งหลายนั้นพึงเล็งแลเห็นความจริงในพระสัทธรรมความจริง ที่พระอริยเจ้าพึงเห็นเถิด เพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมบนเส้นทางของพระอริยเจ้าที่ท่านปฏิบัติอยู่ เพื่อให้ถึงซึ่งคุณสมบัติของความเป็นพระอริยเจ้า

รอยธรรมดังกล่าวนี้ จึงเป็นไปในฐานะของผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ยกความเห็นชอบอันเกิดขึ้นประพฤติไปบนความดำริชอบ และประกอบกรรมอยู่แห่งผู้มีศีลผู้มีธรรม วจีกรรมชอบ กายกรรมชอบ อาชีวะชอบ และเพ่งเพียรพัฒนาจิต เรียกว่ามีสติ มีความเพียรชอบ สติชอบ เพื่อความตั้งมั่นชอบแห่งจิต จนเกิดญาณรู้ชอบ จนเกิดวิมุติธรรมคือรู้แจ้งเห็นจริงตามธรรม ครบญาณ ๖๐ ถึงที่สุดคือ พระนิพพาน

สาธุ สาธุ สาธุ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน