posttoday
ไทยจะเป็น Trading Nation ด้านบริการและนวัตกรรมดีไหม

ไทยจะเป็น Trading Nation ด้านบริการและนวัตกรรมดีไหม

08 เมษายน 2558

จะกี่ปีกี่ชาติเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งพาการส่งออกอยู่ดี ไม่ว่าจะมีความพยายามดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ มีการลงทุนโดยการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างไร แต่รายได้ประมาณ 70% ของ GDP ก็มาจากการส่งออก ซึ่งสถิตินี้ก็เป็นตัวเลขที่ผ่านมา ยังไม่รวมความพยายามของรัฐบาลนี้ที่จะต้องให้เวลาอีก 2-3 เดือน คือน่าจะเป็นไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ ถึงจะรู้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะไปรอดหรือไม่ และการส่งออกจะลดลงมากน้อยแค่ไหน หรือมีความเจริญเติบโตเป็น 0 เอาเลยก็เป็นไปได้

จะกี่ปีกี่ชาติเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังต้องพึ่งพาการส่งออกอยู่ดี ไม่ว่าจะมีความพยายามดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ มีการลงทุนโดยการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างไร แต่รายได้ประมาณ 70% ของ GDP ก็มาจากการส่งออก ซึ่งสถิตินี้ก็เป็นตัวเลขที่ผ่านมา ยังไม่รวมความพยายามของรัฐบาลนี้ที่จะต้องให้เวลาอีก 2-3 เดือน คือน่าจะเป็นไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ ถึงจะรู้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะไปรอดหรือไม่ และการส่งออกจะลดลงมากน้อยแค่ไหน หรือมีความเจริญเติบโตเป็น 0 เอาเลยก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม จากการเป็นชาติที่ต้องพึ่งพาการส่งออก ประกอบกับการยังคงมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านการเกษตรอยู่มาก ทำให้มีข่าวแว่วๆ ว่าประเทศไทยในยุคนี้จะกำหนดทิศทางของประเทศ (Positioning) ตัวเองให้เป็น Trading Nation ซึ่งก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะนักธุรกิจของไทยเองก็เก่งๆ กันอยู่แล้ว ที่ผ่านๆ มารอดกันมาได้ในวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งก็ด้วยฝีมือพ่อค้าไทยเป็นแกนหลัก มีราชการเข้าไปอำนวยความสะดวกกันตามสมควรเท่านั้น

แต่การเป็น Trading Nation นั้น คงต้องดูให้ดีว่าจะ Trade อะไร ยิ่งมี AEC (ASEAN Economic Community) ที่จะเริ่มกันปลายปี 2558 ซึ่งพอเริ่มต้นก็เจอสิงคโปร์ที่เป็น Trading Nation ตัวจริงจ่ออยู่หน้าประตู ภาษีนำเข้าประเทศเขาก็ไม่มี Corporate Income Tax ก็ต่ำกว่าของประเทศไทย เงื่อนไขการลงทุนต่างๆ ก็ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการของประเทศว่าต้องการให้ต่างประเทศมาลงทุนอะไร แล้วยังมีสารพัดเงื่อนไขที่หากเป็นเสื้อผ้าก็เรียกได้ว่า ตัดกันให้เฉพาะตัวเป็นรายๆ ไป ดังนั้นสำหรับประเทศไทยจึงควรจะมาดูกันให้ชัดเจนอีกนิดว่าจะค้าอะไร เพราะจะค้าสินค้าก็ไม่ได้ถนัดไปเสียทุกสินค้า ยิ่งสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value Added) ก็ยังมีน้อย จะค้าบริการดูไปแล้วก็มีบริการเพียงไม่กี่ตัวที่เราถนัดชนิดขึ้นหน้าขึ้นตา บริการเหล่านี้ก็เป็นที่ทราบกันทั่วๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพรักษาพยาบาล (Health Care) การท่องเที่ยว รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังมีบริการอื่นๆ อีกมาก ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไปหลายครั้งแล้ว จึงขอยกตัวอย่างมาพอให้เป็นการเตือนความทรงจำ เช่น

- บริการด้านคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงเรื่องของการติดตั้ง การให้บริการ Software, Data Processing ฯลฯ ซึ่งคนไทยมีความสามารถค่อนข้างดี แต่มีใครทราบบ้างไหมว่า เวลานี้เพื่อนทางใต้ของประเทศไทยก็เข้ามาให้บริการกันมากแล้ว จนบางบริษัทถึงกับมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาลกันเพราะมาแย่งลูกค้าจากคนไทย

- บริการด้านการวิจัยและพัฒนา ทั้ง Natural Sciences และ Social Sciences

- บริการอื่นๆ เช่น การโฆษณา การทดสอบทางเทคนิคและตรวจวิเคราะห์ (Technical testing and analysis) การให้คำปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายรูป บรรจุหีบห่อ การจัดประชุม หรือแม้แต่การบริการที่เรียกว่าเป็น Service inci dental to manufacturing หรือ Energy Distribution ฯลฯ

ดังนั้น จึงต้องตัดสินใจให้ดีว่าขอบเขตของการเป็น Trading Nation ของไทยจะกว้างแค่ไหน ครอบคลุมอะไรบ้าง

สำหรับผู้เขียนเห็นว่ายังมีบริการหลายอย่างที่ไทยทำได้ดี รวมทั้งบริการทางด้านคอมพิวเตอร์และ Software เชื่อว่าเมื่อเปิดเสรีเป็น AEC ปลายปีนี้ คนไทยและบริษัทของไทยน่าจะพอแข่งขันได้ แต่ก็ควรจะ
มีเงื่อนไขบางประเด็นวางไว้เป็นขวากหนามบ้าง บริการตรวจสอบด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (Testing) ประเทศไทยก็มีความสามารถสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เขาก็ขยับขึ้นไปตรวจสอบเทคโนโลยีขั้นสูงมากๆ นั่นคือ เครื่องบิน ประเทศไทยจึงไม่น่าจะมีคู่แข่งในด้านการให้บริการตรวจสอบทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมทั่วๆ ไป และหากยังต้องการจะเป็นฮับในเรื่องรถยนต์ ก็ควรมีการตรวจสอบรถยนต์ให้ครบวงจร ซึ่งรวมถึงสนามตรวจสอบรถยนต์ด้วย (ปัจจุบันต้องส่งไปตรวจสอบที่ญี่ปุ่น และเมื่อนำกลับเข้ามาก็ต้องเสียภาษีนำเข้าอีก)

นอกจากนี้ หากเป็น Trading Nation เฉพาะบริการน่าจะยังไม่เพียงพอ แต่หากมองไปในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า ควรจะเป็น Trading Nation ในเรื่องบริการและนวัตกรรมดีไหม (Services and Innovation) ในเมื่อประเทศไทยกำลังจะเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก 0.2% ของ GDP เป็น 1% และ 2% ของ GDP ตามลำดับอยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีเองก็มีมติเรื่อง Talent Mobility ออกมาแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็กำลังจะจูงมือตามๆ กันออกมา โดยเฉพาะเรื่องเหล่านี้ไทยค่อนข้างจะเป็นผู้นำในอาเซียนพอสมควร หากมีการกำหนดนโยบายให้แน่นอนเรื่องนี้ ก็น่าจะถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าเรื่องหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์