posttoday
ระบบการเงินไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก

ระบบการเงินไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก

08 เมษายน 2558

โดย...ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ในตลาดการเงินของโลก จะเห็นคลื่นลูกใหญ่ที่อาจกําลังเริ่มก่อตัวขึ้น นั่นคือความผันผวนจากทิศทางการดําเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน (Policy Divergence) โดยแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลักยังแตกต่างกันอยู่มาก นํามาสู่ทิศทางการดําเนินนโยบายที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ก็คงต้องเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้น ขณะที่ฟากยุโรป ญี่ปุ่น ยังมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านมาตรการ QE

นักเศรษฐศาสตร์หลายสํานักเห็นตรงกันว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกําลังปรับตัวเข้าหาจุดดุลยภาพใหม่หลังอยู่ในภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกกันว่า “Managed Depression”มาหลายปีตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 6 ปีก่อน จึงเป็นธรรมดาที่ในระหว่างกระบวนการปรับตัวจะมีความผันผวนเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ขนาดและรูปแบบของความผันผวนสามารถควบคุมไม่ให้ลุกลามได้ ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางหาชวงเวลาที่เหมาะสมในการปรับนโยบายไดหรือไม และการสื่อสารทิศทางการดําเนินนโยบายสามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์ของนักลงทุนได้ดีเพียงใด

ภายใต้ความเสี่ยงดังกล่าว เราจะทําอย่างไรให้ระบบการเงินไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกน้อยที่สุด คําตอบในวันนี้ คือ ในช่วงที่คลื่นลมยังสงบเพราะนักลงทุนยังจับตาดู Movement ของธนาคารกลาง และไทยไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เราควรให้น้ำหนักกับการดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เข้มแข็งขึ้นเป็น Priority แรก แต่หากเกิดความผันผวนขึ้นจริง ก็ต้องพร้อมที่จะเลือกใช้เครื่องมือของนโยบายในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อรักษาให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ

สําหรับประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวค่อนข้างช้า แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง การว่างงานและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ภาระการคลังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และมีเงินทุนสํารองระหว่างประเทศในเกณฑ์ที่มั่นคงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ รวมทั้งได้รับอานิสงส์บวกจากการลดลงของราคาน้ำมัน เนื่องจากไทยเป็นผู้นําเข้าน้ำมันสุทธิ แตกต่างจากบางประเทศที่รายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมันซึ่งกระทบต่อรายได้และฐานะทางการเงินของประเทศอย่างมาก

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจของไทยในภาพรวมก็ไม่ได้สะสมความเปราะบางในช่วงเงินทองในโลกซื้อง่ายขายคล่อง โดยยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ไม่สูง รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในเกณฑ์ดี ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ช่วยลดทอนโอกาสที่ในอนาคตพฤติกรรมของนักลงทุนจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขนาดที่ยากต่อการบริหารจัดการ

ประการที่สอง แม้พื้นฐานทางเศรษฐกิจจะอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคง แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้มแข็งนัก โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคเอกชนที่แบงก์ชาติหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญของเศรษฐกิจ ครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่าย ส่วนภาคธุรกิจแม้มีสภาพคล่องเพียงพอแต่ยังรีรอที่จะลงทุน เพราะรอให้การฟื้นตัวของความต้องการทั้งในและต่างประเทศชัดเจนกว่านี้ อีกทั้งรอความชัดเจน ความต่อเนื่องของการดําเนินโครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สําคัญของเศรษฐกิจไทยที่หลายฝ่ายฝากความหวังในเวลานี้

ในช่วงนี้ที่คลื่นลมในตลาดการเงินยังค่อนข้างนิ่งสงบ นโยบายการเงินจึงมุ่งเน้นการรักษาภาวะการเงินให้ผ่อนคลายเพียงพอต่อเศรษฐกิจ ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค.คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25 สตางค์เพื่อพยุงความเชื่อมั่นของภาคเอกชน รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจ โดยหวังว่าจะทําให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งขึ้น เพิ่มพื้นที่ให้เศรษฐกิจในการรองรับผลกระทบหากความผันผวนเกิดขึ้นจริง

ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากความผันผวนในช่วงที่ตลาดการเงินโลกปรับตัวจะยังอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง ระหว่างนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทุกองคาพยพของเศรษฐกิจจะต้องเตรียมวางแผนและปรับตัวเพื่อป้องกันและรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

ในส่วนของแบงก์ชาติ มีหน้าที่ดําเนินนโยบายการเงินที่น่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ในปัจจุบัน ภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) แบงก์ชาติไม่ได้ให้ความสําคัญกับอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสําคัญกับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลในระบบการเงินในการดําเนินนโยบายการเงิน

ในทางปฏิบัติ การดําเนินนโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นที่จะผสมผสานการใช้เครื่องมือทั้งอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการ Macro-prudential กล่าวคือ แม้จะใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักในการดําเนินนโยบายและส่งสัญญาณ แต่แบงก์ชาติพิจารณาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย และเข้าดูแลหากเห็นว่าเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับพื้นฐานของเศรษฐกิจ ทั้งนี้การมีเครื่องมือที่หลากหลายช่วยให้ธนาคารกลางบรรลุเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจซึ่งมีหลายมิติได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่าวิธีและเวลาที่จะเลือกใช้เครื่องมือเหล่านั้นยังเป็นความท้าทายที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญ โดยต้องพัฒนาแนวทางการผสมผสานเครื่องมือของนโยบายต่อไป

นอกจากการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม แบงก์ชาติยังให้ความสําคัญกับการสื่อสารนโยบายให้มีความโปร่งใส ชัดเจน และตรงไปตรงมา เพื่อส่งสัญญาณให้ภาครัฐและเอกชนคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ และสามารถปรับตัวได้ทันต่อเหตุการณ์

สําหรับภาครัฐควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพราะจะเป็นปัจจัยสําคัญที่จะช่วยให้การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เห็นความพยายามของทางการที่จะเบิกจ่ายงบประมาณ แม้จะเผชิญข้อจํากัดที่สะสมมานาน รวมทั้งเร่งดําเนินการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนน เป็นต้น

อีกปัจจัยที่สําคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ แนวนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและการดําเนินนโยบายที่มีความต่อเนื่อง หากทําได้จะเพิ่มแรงจูงใจให้ธุรกิจบางส่วนที่ยังลังเลที่จะลงทุน ตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อเร็วๆ นี้ BOI ได้ออกนโยบายใหม่ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนลดอุปสรรคของการดําเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของภาครัฐในการกําหนดนโยบายที่ชัดเจนและสนับสนุนการลงทุนของธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต

ท่ามกลางคลื่นลมที่อาจกําลังก่อตัว ภาคเอกชนจําต้องเตรียมความพร้อมอย่างน้อยใน 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือ การไม่สะสมความเปราะบางของฐานะทางการเงินในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยทั้งในและนอกประเทศอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะทําให้รับมือได้ยากหากต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินสูงขึ้นในอนาคต ปัจจุบันในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำมานาน เริ่มเห็นสัญญาณของการลงทุนที่มีความเสี่ยงเพื่อแสวงหากําไรอยู่บ้าง แม้ยังอยู่ในวงจํากัด ส่วนที่สอง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ตลอดจนการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อช่วยรองรับผลกระทบจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

หมายเหตุ*ส่วนหนึ่งของคำกล่าวปาฐกถาโดย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงาน SCB Investment Forum 2015 เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2558 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์